
ลูกไก่ ในกำมือคสช.
เกรงกันว่าแรงกระเพื่อมจะก่อตัวหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาแหย่รังแตน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เกรงกันว่าแรงกระเพื่อมจะก่อตัวหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาแหย่รังแตน จนถูกโต้กลับชุดใหญ่ตั้งแต่ยกเลิกหนังสือเดินทาง 2 ฉบับ ตามด้วยการถอดยศ ยังไม่รวมกับคดีที่ยาวเป็นหางว่าวที่เริ่มติดเครื่องเตรียมเอาผิด
ถึงขั้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ออกหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึง ผบช.น. ภาค 1-9 ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ตำรวจสอบสวนกลาง อ้างถึงเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือเดินทางครั้งนี้ อาจมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางราย ผู้ไม่หวังดีออกมาเคลื่อนไหว คัดค้านสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย ให้เตรียมมาตรการเฝ้าระวัง
ทั้งจัดชุดสืบสวนหาข่าว/ชุดเฝ้าฟัง ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลฯ โดยใกล้ชิด ประสานกับผู้นำท้องถิ่นในเขตพื้นที่ พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เป้าหมาย แถมกำชับให้ผู้บังคับบัญชาอยู่ในพื้นที่พร้อมอำนวยการสั่งการปฏิบัติแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ห้ามลาไปต่างประเทศเด็ดขาด
ทุกอย่างสะท้อนให้เห็นมาตรการที่รัดกุมของ คสช.เฝ้าระวังไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนที่จะมีผลต่อการบริหาร ทั้งที่หากจะวิเคราะห์จริงแล้วอดีตนักการเมือง ผู้ไม่หวังดี โดยเฉพาะฟากขั้วอำนาจเก่าเวลานี้ กลายสภาพไม่ต่างจาก “ลูกไก่” ในกำมือ คสช.จะบีบก็ตายจะคลายก็ไม่รอด
ลำพังสถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่มาพร้อมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ย่อมสามารถสะกดให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบที่วางไว้ได้อย่างไม่ยากเย็น
ยิ่งเสริมด้วย “ดาบอาญาสิทธิ์” ที่มาพร้อมอำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ย่อมช่วยขู่ให้ใครก็ตามที่คิดจะแข็งข้อ หรือลองของกับคณะรัฐประหารต้องคิดหนักขึ้น
โดยเฉพาะกับบรรดาแกนนำเสื้อแดง หรือแกนนำเพื่อไทย ที่มีคดีต่างๆ ที่ค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณา ซึ่งห่วงว่าการออกมาเคลื่อนไหวสร้างความไม่สงบจะเป็นตัวเร่งให้คดีต่างๆ เหล่านี้เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเอาผิดได้เร็วขึ้น ยิ่งได้เห็นจากตัวอย่างของ พ.ต.ท.ทักษิณ
เรื่อยไปจนถึงคดีของ ยิ่งลักษณ์ชินวัตร ที่ถูกถอดถอนในคดีโครงการรับจำนำข้าว และยังต้องเผชิญกับวิบากกรรมกับทั้งคดีอาญา และคดีแพ่งไล่บี้เอาผิดกับความเสียหายนับแสนล้านที่เกิดขึ้น ตามมาด้วยบรรดารัฐมนตรี และข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน
ก่อนหน้านี้ กลุ่มเสี่ยงมีแนวโน้มว่าอาจออกมาเคลื่อนไหวปั่นป่วนล้วนแต่ถูก คสช.เรียกตัวเข้าไปปรับทัศนคติหลายรอบเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้มาสร้างปัญหากวนใจ คสช.ภายหลัง แถมบรรดาแกนนำเสื้อแดง เพื่อไทยหลายคนยังถูกประกบติดจนยากจะเคลื่อนไหวใดๆ
ขาประจำทั้งหลายที่เคยออกมามีบทบาทล้วนแต่เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหว หรือออกมาเคลื่อนไหวอยู่ครั้งสองครั้งก่อนถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติและเงียบหายไปในที่สุด
ดังนั้น คงเป็นไปได้ยากที่บรรดาหัวขบวนต่างๆ จะยอมแบกความเสี่ยงมามีเรื่องกับกับ คสช.ออกมาเป็นแกนนำปลุกมวลชนเคลื่อนไหว ต่อต้าน คัดค้าน การบริหารงานของรัฐบาล คสช.
อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศชัดเจนว่า “ยังไงผมก็ชนะท่านอยู่แล้ว” คงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ใครอยากจะมาเปลืองตัวในศึกที่รู้อยู่แล้วว่าสู้อย่างไรก็ไม่มีวันชนะ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง “ทุน” ของบรรดาคนเสื้อแดง และพลพรรคเพื่อไทย ที่ค่อยๆ แห้งเหือดไปหลังรัฐประหาร ทั้งด้วยการส่งสัญญาณขู่ว่าจะเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา หรือการประกบติดจนยากจะเคลื่อนไหว
ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อการทั้งเคลื่อนไหวในพื้นที่ การรักษาฐานมวลชน ดังนั้นในสภาพที่ท่อน้ำเลี้ยงตีบตันย่อมมีผลทำให้พลังของขั้วอำนาจเก่าอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ
เมื่อในแง่ของมวลชนเอง ความอ่อนล้าสะสมจากการเคลื่อนไหวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมไปถึงความเบื่อหน่าย ในสภาพบ้านเมืองที่ติดหล่มความขัดแย้งมานาน ย่อมทำให้หลายคนไม่อยากออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ช่วงนี้
ก่อนหน้านี้ทาง คสช.พยายามกระชับอำนาจ “ตัดตอน” ไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวในพื้นที่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทั้งในแง่เคลื่อนไหวทางการเมือง หรือกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน ล้วนแต่ถูกเบรกเอาไว้ เพราะเกรงจะเกิดการเลียนแบบ จนเป็นเหตุผลให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวเลียบแบบ จนควบคุมไม่อยู่ในที่สุด
อีกด้านกระบอกเสียงของฝั่งเสื้อแดงอย่าง Peace TV ซึ่งเริ่มมีเนื้อหาล่อแหลมต่อความสงบถูกระงับการออกอากาศชั่วคราวก่อนจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตในที่สุด
ด้วยสภาพเช่นนี้ ทำให้ยิ่งนานวัน “ขั้วอำนาจเก่า” ย่อมมีแต่จะอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ จนยากจะปลุกกระแสออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนให้ คสช.







