
สธ.เผยไทยเสี่ยงน้อยติด "ไวรัสเมิร์ส" จากเกาหลีใต้
อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุองค์การอนามัยโลกยังไม่มีข้อห้ามการเดินทางไปประเทศพบผู้ป่วยเมิร์ส ส่วนไทยยังคุมเข้มประชาชนไปตะวันออกกลาง
อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุองค์การอนามัยโลกยังไม่มีข้อห้ามการเดินทางไปประเทศพบผู้ป่วยเมิร์ส ส่วนไทยยังคุมเข้มประชาชนไปตะวันออกกลาง
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า เชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือโรคเมิร์ส-โควี เป็น สาเหตุทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน อาการรุนแรงคล้ายโรคซาร์ส โดยเชื้อจะลุกลามเข้าปอดอย่างรวดเร็ว ติดต่อกันจากการไอจาม โดยสถานการณ์โรคในปี 2558 เดือน พ.ค. มีผู้ป่วย 29 ราย เสียชีวิต 4 ราย ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรต กาตาร์ อิหร่าน และเกาหลีใต้ โดย ผู้ป่วย 3 รายล่าสุดพบที่ประเทศเกาหลีใต้ รวมยอดสะสมตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา มีผู้ป่วยยืนยันรวม 1,139 ราย ใน 24 ประเทศ เสียชีวิต 431 ราย และขณะนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่มีข้อห้ามในการเดินทางไปยังประเทศที่พบผู้ป่วย
นพ.โสภณกล่าวอีกว่า การระบาดในประเทศเกาหลีใต้ยังอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยรายแรกคนเดียวกัน และทางการของประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งต้นทางคือเกาหลีใต้ และประเทศจีนที่พบผู้เดินทางเป็นผู้สัมผัสโรค ได้มีมาตรการเข้มงวดโดยการกักกันผู้สัมผัสโรค จึงมีโอกาสเข้ามาสู่ประเทศไทยน้อย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีความเสี่ยงจากผู้เดินทางไปมาระหว่างประเทศที่มีการระบาด
ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง และขอให้ประชาชนที่มีแผนการเดินทางไปประเทศตะวันออกกลาง ปฏิบัติตามคำแนะนำของสธ. โดยให้ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ หลังสัมผัสสิ่งสาธารณะต่างๆ เช่นปุ่มลิฟท์ ราวบันไดเลื่อน ลูกบิดประตู และหลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งอูฐ และให้หลีกเลี่ยงดื่มนมอูฐดิบ
หากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดคือ ไข้สูง ไอ มีน้ำมูก อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขอให้ใส่หน้ากากอนามัย และพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วันให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางไปต่างประเทศด้วย เพื่อผลในการดูแลรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่นโรคเบาหวาน ไตวาย โรคปอดเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอถึง 2 วัน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ประชาชนโทรสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง
ภาพ เอเอฟพี







