
อุ้มเกษตรกร ติดกับดักประชานิยม
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
การเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สิน และยกระดับรายได้ภาคเกษตรของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังการยกเลิกโครงการประชานิยม คือ การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในปีที่ผ่านมา มาจนถึงขณะนี้รัฐมีการดำเนินการมาแล้วสารพัดมาตรการ แต่ยังไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภาคเกษตรได้ เนื่องจากปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว
สำหรับมาตรการที่ออกมาแล้วสารพัดโครงการ ได้แก่ โครงการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกครัวเรือน วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท โครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง 8,200 ล้านบาท ทางด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัดหนี้สินสูญ 6 กองทุน และ 6 เงินทุนในกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ คิดเป็นเกษตรกร 26,742 ราย และองค์กรเกษตรกร 1,028 แห่ง รวมเป็นเงิน 4,556 ล้านบาท หรือ 38% ของมูลหนี้ทั้งหมด 1.2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. เดือน เม.ย. เห็นชอบมาตรการแก้หนี้เกษตรกร 3 มาตรการ รวมวงเงินกว่า 1.6 แสนล้านบาท เริ่ม 1 เม.ย. 2558-31 มี.ค. 2559 ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ตั้งเป้าแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรรายย่อยที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท คิดเป็นจำนวนลูกค้ากว่า 8.18 แสนราย มูลหนี้ 1.16 แสนล้านบาท ใน 3 โครงการ คือ โครงการปลดเปลื้องหนี้สินเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีศักยภาพ หรือมีเหตุผิดปกติ เช่น เสียชีวิต ทุพพลภาพ เจ็บป่วยเรื้อรัง และมีปัญหาสุขภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ 2.8 หมื่นราย หนี้สินประมาณ 4,000 ล้านบาท
โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เกษตรกรรายย่อยที่มีศักยภาพต่ำ ที่มีปัญหาในการชำระหนี้จากเหตุสุจริตจำเป็นและเป็นภาระหนัก 3.4 แสนราย คิดเป็นหนี้สินจำนวน 4.8 หมื่นล้านบาท โดยให้ชำระต้นเงินตามงวด หรือระยะเวลาที่ตกลงกันแต่ไม่เกิน10 ปี หากจำเป็นให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 15 ปี และปลอดชำระต้นเงิน 3 ปี และทำการฟื้นฟูการประกอบอาชีพผ่านศูนย์เรียนรู้ชุมชน และให้สินเชื่อเพิ่มให้แก่เกษตรกรลูกค้าต่อรายไม่เกิน 5 หมื่นบาท คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 1.5 หมื่นล้านบาท
โครงการขยายระยะเวลาชำระหนี้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการงดทำนาปรัง และราคายางพาราตกต่ำ จำนวนประมาณ 4.5 แสนราย หนี้สินจำนวนประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาท และปล่อยกู้เพิ่มให้เกษตรกรที่ปลูกพืชอื่นทดแทน หรือประกอบอาชีพการเกษตรอย่างอื่นต่อรายไม่เกิน 1 แสนบาท วงเงินสินเชื่อรวม 3.5 หมื่นล้านบาท โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติ
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังออกมาตรการช่วยเกษตรกรที่มีประวัติดี เช่น การลดดอกเบี้ย ให้สินเชื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉินหรือจำเป็นในครอบครัว ตามโครงการสินเชื่อเงินด่วน (A -Cash) วงเงินกู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย 7% ให้สินเชื่อเพิ่มเติมในการจัดหาปัจจัยการผลิตผ่านบัตรสินเชื่อเกษตรกรรายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ให้สินเชื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพหรือการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ วงเงิน 1 แสนบาท/ราย อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน
ทั้งนี้ จะเห็นว่าจากการอัดเงินช่วยเหลือเกษตรกรปลูกข้าวและยางร่วม 5 หมื่นล้านบาท โครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อเติมสภาพคล่อง และมาตรการพักหนี้ทั้งของ ธ.ก.ส. และ กระทรวงเกษตรฯ อีกกว่า 1 แสนล้านบาท ยังเป็นเพียงมาตรการน้ำจิ้มที่ไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภาคเกษตรให้ฟื้นคืนมาได้
สะท้อนจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจการเงินของ ธปท. ในเดือน เม.ย. รายได้เกษตรกรลดลงจากเดือนก่อน 2.9% ลดลงทั้งผลผลิตและราคา และเมื่อเทียบปีก่อนรายได้หดตัวถึง 19.7% ผลผลิตสินค้าเกษตรกรรมลดลงเมื่อเทียบปีก่อนหดตัว 13.3% เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปรังลดลงจากภัยแล้ง แต่ราคาข้าวที่ขยับขึ้นเล็กน้อยเกิดจากการที่รัฐชะลอการประมูลข้าวในสต๊อกออกไปก่อน ด้านราคายางพาราหดตัวจากราคาที่ไม่จูงใจ ทำให้ชาวสวนไม่กรีดยางในฤดูกาลผลัดใบ และลดลงตามความต้องการใช้ยางที่ลดลงของผู้ใช้รายใหญ่ทั้งจีนและมาเลเซีย
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. ชี้ว่า ธปท.ยังติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มครัวเรือนเกษตรกรรม ที่มีความเปราะบางด้านรายได้จากปัญหาราคาพืชผลการเกษตรซึ่งอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเกษตรกรยังต้องเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าหลายอย่าง ทั้งราคาผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นไปตามตลาดโลกและควบคุมไม่ได้ ทำให้ส่วนใหญ่จึงยากจนและมีความรู้ทางการเงินค่อนข้างต่ำ และกลายเป็นอุปสรรคในการบริหารการเงิน อีกทั้งเกษตรกรส่วนมากยังนิยมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งราคาผลผลิตค่อนข้างผันผวน จากข้อมูลมีเพียง 20% ของเกษตรกรทั่วประเทศเท่านั้นที่ปลูกพืชมากกว่าหนึ่งชนิด หรือทำการเกษตรแบบผสมผสาน
ล่าสุดรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าจ้างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ศึกษาการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรทั้งระบบเพื่อความยั่งยืนในการดำรงชีพของเกษตรกรในอนาคต รวมถึงเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรของประเทศไทย 2558-2562 รวมระยะเวลา 5 ปี วงเงินรวมประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เช่น โครงการปรับโครงสร้างการผลิตข้าว โครงการปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์ โครงการปรับโครงสร้างการผลิตประมง โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรด้วยการจำหน่ายหนี้สูญ การปรับปรุงและออกกฎหมายเพิ่มเติม โครงการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร โครงการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษโดยสหกรณ์ โครงการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดปาล์มน้ำมันแบบครบวงจร โครงการพัฒนาเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจข้าวของสถาบันเกษตรกร และโครงการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว
ระหว่างที่รอผลการศึกษาให้ยุทธศาสตร์ที่อยู่ในหน้ากระดาษออกมาขับเคลื่อนเป็นมาตรการที่เห็นผลจริงในทางปฏิบัติ เชื่อว่าคงจะใช้เวลาอีกนานหลายปี ซึ่งในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของปีนี้ คงหนีไม่พ้นวังวนเดิม คือ การจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา ชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท เป็นเงินอีก 4-5 หมื่นล้านบาท แต่รอบนี้ไม่แน่ว่าจะมีชาวสวนปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย ชาวสวนผลไม้ จะร้องขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อสร้างความเป็นธรรมด้วยหรือไม่ จึงเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลที่จะจัดการกับปากท้องชาวไร่ชาวนาได้อย่างไร ที่จะไม่ถูกมองว่าติดกับดักประชานิยมเรียกคะแนนเสียงอีกตามเคย







