
รัฐ-เอกชนร่วมทุน...รัฐบาลมีแต่ได้กับได้
การที่คณะรัฐมนตรีนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นชอบยุทธศาสตร์ร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนเป็นระยะ 5 ปี ในวงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้เอกชนได้เข้ามาร่วมทุนกับรัฐบาลด้วยนั้น น่าจะเป็นผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจของชาติในทางอ้อม โครงการดังกล่าวปรากฏรายละเอียดดังนี้...
การที่คณะรัฐมนตรีนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นชอบยุทธศาสตร์ร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนเป็นระยะ 5 ปี ในวงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้เอกชนได้เข้ามาร่วมทุนกับรัฐบาลด้วยนั้น น่าจะเป็นผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจของชาติในทางอ้อม โครงการดังกล่าวปรากฏรายละเอียดดังนี้...
โครงการขนส่งมวลชนทางรางในเมือง ใช้งบประมาณ 568,157 ล้านบาท
โครงการรถไฟความเร็วสูง 233,844 ล้านบาท
โครงการถนนที่มีการเก็บค่าผ่านทางระหว่างเมือง 227,272 ล้านบาท
โครงการท่าเรือขนส่งสินค้า 132,155 ล้านบาท
โครงการระบบจัดการคุณภาพน้ำ 51,084 ล้านบาท
โครงการพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม
โครงการโครงข่ายโทรคมนาคม 47,559 ล้านบาท
โครงการสถานีขนส่งบรรจุแยกและกระจายสินค้า 21,013 ล้านบาท
โครงการสถานศึกษาของรัฐ 28,772 ล้านบาท
โครงการส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล 14,793 ล้านบาท
โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอีก 20,000 ล้านบาท
โครงการทั้งหมดนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนโครงการอื่นให้เดินหน้าไปสะดวกด้วย เพราะโครงการส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและความเร็วสูงด้วยนั้น ถือได้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในการช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศ ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การส่งเสริมและสนับสนุนเอกชนให้มีส่วนร่วมทุนเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจ นอกจากเป็นสัญญาณจากรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อนเดินหน้ายุทธศาสตร์การลงทุน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศตามนโยบายการปฏิรูปให้บรรลุเป้าหมายแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดสภาพคล่องในระบบอีกด้วย ยุทธการนี้จึงส่งผลทำให้รัฐบาลมีแต่ “ได้กับได้” หรือวิน-วิน นั่นเอง
จึงเชื่อว่าการที่รัฐบาลอนุมัติงบลงทุนภาครัฐและเอกชนมูลค่า 1.41 ล้านล้านบาท ดังที่ปรากฏข่าวนั้น จะมีผลต่อการช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน โดยจะเห็นได้ว่าการส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้เป็นต้นไป ด้วยดูได้จากตัวเลขการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น เพราะได้รับอานิสงส์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงด้วย
ปรากฏการณ์เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตาในระยะนี้ คือ มีนักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวไทยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งมาพร้อมกำลังซื้อและสร้างรายได้กระจายเม็ดเงินให้กับคนไทย จากการติดตามข่าวปรากฏว่าเฉพาะเดือน ม.ค.-เม.ย. ได้สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยแล้ว 122,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 110% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยช่วงดังกล่าวมาไทยถึง 2.69 ล้านคน มากกว่า 2 ใน 5 หรือประมาณ 1.2 ล้านคน
จากสถิติจะพบว่านักท่องเที่ยวมากับบริษัทนำเที่ยวในตลอดปีนี้จะเกินกว่า 6 ล้านคน ฉะนั้นการพิจารณาตัวเลขการขอลดหย่อนภาษีเพื่อการท่องเที่ยว ที่กำลังจะนำมาประเมินว่าควรจะคงมาตรการภาษีดังกล่าวต่อไป หรือควรจะเพิ่มเติมแนวทางการลดหย่อนให้มากขึ้นหรือไม่ในช่วงนี้ จึงเป็นประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างทันท่วงที
มติเห็นชอบในโครงการร่วมทุนดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นนิมิตหมายที่ดี อันเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่น่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ในที่นี้ผู้เขียนจะเน้นกล่าวเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิตัล ซึ่งเป็นนวัตกรรมยุคใหม่ที่มีส่วนในการพัฒนาประเทศ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลนั้น ถ้ารัฐได้นำมาใช้กับการปรับปรุงแก้ไขระบบงานบริหารจัดการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ดังนั้น ต้องยอมรับว่าระบบดิจิทัลมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ที่เสพติดข่าวสาร จนกลายเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร และเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมของสังคมยุคใหม่ จนกระทั่งมีคนกล่าวว่า “ข้อมูลข่าวสารคืออำนาจ” เลยทีเดียว
จากการแลเห็นความสำคัญในเรื่องของระบบ “ดิจิทัล” นี้ ผู้เขียนจึงได้เข้าพบกับ รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กสทช. อดีตอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ในฐานะคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
โดยอาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า “เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลยุคนี้ได้แลเห็นความสำคัญของระบบดิจิทัลสำหรับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการพัฒนาระบบงานของหน่วยงานราชการต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอย่างเต็มที่” และได้กล่าวเสริมว่า “โดยส่วนตัวยังมองว่า นอกจากรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามหลักสากลด้วยระบบดิจิทัลแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ การอำนวยความสะดวกรวดเร็วแก่ประชาชน โดยการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลด้วย ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงการคลังเรื่องคืนภาษี และการออกหนังสือเดินทางของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ชื่นชมทั่วไป ฉะนั้น ผู้มีหน้าที่พัฒนาระบบบริหารราชการ จึงต้องเกาะติดกับระบบ ‘ดิจิทัล’ อย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการไปติดต่อนิติสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐในบางกรณี อาจทำให้ประชาชนผู้ไปติดต่อล่าช้าไม่สะดวกเท่าที่ควร ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สะดวก หงุดหงิดโดยไม่จำเป็น
ยกตัวอย่างเช่น การไปติดต่อกับหน่วยงานราชการบางแห่งยังต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนซ้ำซ้อนยืดเยื้อ ทั้งๆ ที่โต๊ะทำงานอยู่ติดกันแท้ๆ แต่ต้องให้ไปถ่ายเอกสารบัตรประชาชนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง เป็นต้น จึงน่าจะนำระบบดิจิทัลเข้าไปพัฒนาระบบราชการให้ครบวงจรในทุกกระทรวง โดยไม่เน้นเฉพาะกระทรวงไอซีทีเท่านั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ด้วยการใช้ ‘ดิจิทัล’ พัฒนาให้เป็นระบบ ‘วันสต็อปเซอร์วิส’ (One Stop Service) ในทุกหน่วยงาน อันจะเป็นการคืนความสุขแก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐอีกทางหนึ่งด้วย”
ผู้เขียนเห็นด้วยกับอาจารย์ประเสริฐในประเด็นนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนโดยตรง หากได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลไปพัฒนาระบบการทำงาน ก็จะสามารถลดขั้นตอนซ้ำซ้อนที่ไม่จำเป็น อันเป็นการประหยัดทั้งเวลา-แรงงาน และเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในที่สุด
การที่รัฐบาล “บิ๊กตู่” ยึดหลักสากลเปิดโอกาสให้ “รัฐ-เอกชน” มีโอกาสเข้าร่วมทุนในโครงการ “บิ๊กโปรเจกต์” ดังกล่าวในครั้งนี้ จึงถือได้ว่ารัฐบาลมีแต่ได้กับได้ กล่าวคือ ได้ทั้งชื่อเสียงและผลพวงในการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในขณะเดียวกัน
และแล้วอาจจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลก็เป็นได้ หากมีสัญเจตนา
เพื่อชาติบ้านเมือง!







