posttoday
อินเดียรับไม้ต่อจีน ขึ้นแท่น'โรงงานผลิตโลก'

อินเดียรับไม้ต่อจีน ขึ้นแท่น'โรงงานผลิตโลก'

02 มิถุนายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

อินเดียกำลังผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7.5% เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมา สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และที่สำคัญคือแซงหน้าอัตราการเติบโตของจีนที่ 7% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สภาพดังกล่าวกำลังฉายภาพให้เห็นความพยายามของอินเดียที่จะก้าวขึ้นมาชิงตำแหน่ง “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 แห่งเอเชีย” แทนที่จีน ผู้เป็นมหาอำนาจเจ้าเดิม ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงมากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังประกาศแผนพัฒนาอุตสาหกรรมในแนวทางเดียวกันอีกด้วย โดยจีนตั้งโครงการ “เมด อิน ไชน่า” เพื่อปรับโครงสร้างภาคการผลิต ไม่กี่เดือนหลังจากที่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ประกาศแผนสนับสนุนภาคการผลิตให้ผู้ประกอบการทั่วโลกเข้ามาตั้งโรงงาน “เมด อิน อินเดีย” เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอีกด้านจะพบว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเพียงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเอเชียเท่านั้น

บลูมเบิร์ก ระบุว่า ในความเป็นจริง โครงการ “เมด อิน ไชน่า” ของจีน เป็นโครงการพัฒนา 10 ปี ที่จะผลักดันให้จีนเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นในการผลิต นับตั้งแต่การผลิตหุ่นยนต์ไปจนถึงเครื่องบิน สมาร์ทโฟน และรถยนต์ เพื่อปรับโครงสร้างจากเศรษฐกิจ ซึ่งเคยอาศัยความได้เปรียบด้านค่าแรงถูกเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่มีมูลค่าสูง

มาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกดค่าแรงชาวจีนให้อ่อนเพื่อเอาใจผู้ประกอบการต่างชาติอีกต่อไป ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีนในระยะยาว และเป็นการสร้างสะพานจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางเป็นประเทศที่มีรายได้สูง

ขณะที่โครงการ “เมด อิน อินเดีย” ของแดนภารต เป็นเพียงการเริ่มอุตสาหกรรมการผลิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้ประเทศเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกในการกระตุ้นการจ้างงานในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่มีอัตราว่างงานถึง 4.9%

กล่าวให้ชัดเจนคือ ขณะนี้อินเดียเพิ่งก้าวตามรอยเท้าการพัฒนาของจีนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ขณะที่จีนกำลังก้าวไปอีกขั้นในการเป็นประเทศอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงเทียบชั้นกับเยอรมนีและญี่ปุ่น

ภาพดังกล่าวสอดรับกับความเห็นของ เฟรเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเศรษฐกิจเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี ที่ระบุว่า แม้อุตสาหกรรมของจีนจะชะลอการขยายตัว และอินเดียจะสามารถตามจีนได้ทัน ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมเจ้าเก่าจะต้องปวดหัวกับการแข่งขันจากอินเดีย ซึ่งจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่ผงาดขึ้นมาเทียบชั้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันจีนกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 20 ปี แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะชี้ว่าเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเน้นการพึ่งพาการลงทุนเป็นการพึ่งพาการบริโภคภายใน ทว่าในความเป็นจริงสภาพเศรษฐกิจที่ดีเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ข้อได้เปรียบ เช่น ค่าแรงราคาถูกเริ่มจางหายไป

ในกรณีของศูนย์กลางอุตสาหกรรมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก ซึ่งเป็นภูมิภาคหนึ่งในมณฑลกวางตุ้งของจีนใกล้กับฮ่องกง ความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมทำให้อัตราค่าจ้างปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในที่สุด โดยจากการสำรวจของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ค่าจ้างในบริเวณดังกล่าวปรับสูงขึ้นถึง 8.4% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการจีนจำเป็นต้องหาแหล่งผลิตใหม่ที่มีต้นทุนถูกกว่าในจีน

ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและอินเดียในช่วงนี้ จึงอยู่ในภาพของความร่วมมือในการช่วยเหลือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุนมากกว่าการแข่งขัน

ด้านอินเดีย กรลงทุนจากจีนมีความจำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่อินเดียกำลังต้องการมากที่สุดในขณะนี้ นอกจากนี้ แม้แดนภารตจะมีข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจจากการที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่อินเดียก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแบบแผนการพัฒนาที่มีรัฐบาลเป็นผู้ชี้นำของจีนจะสามารถสร้างจีนให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

หากนับตั้งแต่การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ของนเรนทรา โมดี จะพบว่า อินเดียมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับแดนมังกรมากขึ้น โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ได้ช่วยเหลือด้านการลงทุนราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.74 แสนล้านบาท) ระหว่างการเดินทางเยือนเมื่อปี 2014

ในปีนี้ นายกฯ โมดียังเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงกว่า 21 ฉบับ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนจีนกับอินเดียมูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเช่นกัน ระหว่างการเดินทางเยือนจีน ในความร่วมมือในหลายมิติทั้งการเข้ามาตั้งฐานการผลิต ภาคพลังงาน พาณิชย์ การเงิน นิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ 

ในการเยือนครั้งเดียวกัน นายกฯ โมดียังมีโอกาสได้ถ่ายรูป “เซลฟี่” กับนายกฯ สีจิ้นผิงของจีน ซึ่งถูกกล่าวขานกันว่าเป็นภาพเซลฟี่ที่ทรงพลังที่สุดในโลก และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียได้อย่างดีเยี่ยม และในการออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างจีนและอินเดียในวันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังบรรลุข้อตกลงความร่วมมืออีกหลายมิติ ทั้งการพัฒนาและการยอมรับจุดยืนของอีกฝ่ายในความขัดแย้งด้านเส้นพรมแดน

นอกจากนี้ อินเดียยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะตามจีนได้ทันตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าขนาดของเศรษฐกิจอินเดียถึง 5 เท่า และมีขนาดของภาคการผลิตใหญ่กว่าถึง 10 เท่า

ดังนั้น หากพิจารณาจากภาพรวมแล้วจึงแทบไม่เห็นบรรยากาศของการขับเคี่ยวระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในเอเชีย มีแต่บรรยากาศของความร่วมมืออย่างชื่นมื่นในการส่งไม้ต่อสถานะ “โรงงานโลก” ของจีนไปยังอินเดียเท่านั้น

แน่นอน อินเดียย่อมใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดผู้ประกอบการจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีนในการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในอินเดียตามนโยบาย (เมด อิน อินเดีย) อย่างแน่นอน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับที่เคยทำให้จีนเติบโตอย่างรวดเร็วมาแล้ว

อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับความพยายามของอินเดียในการขจัดอุปสรรคด้านการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบราชการที่ล่าช้า โดยข้อมูลดัชนีความง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) พบว่า ระดับการอำนวยความสะดวกของรัฐบาลในการประกอบธุรกิจของอินเดียอยู่ที่ 142 จาก 189 อันดับ ซึ่งต่ำกว่า เอธิโอเปีย และเซียร์ราลีโอน เสียอีก ขณะที่จีนอยู่อันดับที่ 90 ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ผู้ประกอบการจีนต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ อินเดียยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากคู่แข่งกลุ่มประเทศ พม่า เวียดนาม ลาว และกัมพูชา (ซีแอลเอ็มวี) ในอาเซียน ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาว่าจะเป็นโรงงานโลกแห่งต่อไป เนื่องจากความได้เปรียบด้านสถานที่ตั้งที่ใกล้กับจีน ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งมีราคาถูก โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการในแหล่งสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุกราว 11% ที่ระบุว่ามีแผนจะย้ายโรงงานมายังเวียดนามหรือกัมพูชา

ถึงกระนั้นนายกฯ โมดีแห่งแดนภารตยังแสดงความั่นใจที่จะขับเคลื่อนสัดส่วนภาคการผลิตของอินเดียให้เป็น 25% ภายในปี 2022 จากเดิมที่ 18% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 1947

นอกจากนี้ บรรษัทข้ามชาติรายใหญ่อย่าง ฟอกซ์คอนน์ เทคโนโลยี ยังเตรียมที่จะเปิดสายการผลิตสมาร์ทโฟนในอินเดียภายในปีนี้อีกด้วย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการพิสูจน์ถึงความเนื้อหอมของอินเดียที่ชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน นอกจากนี้ ด้วยระบบตลาดเสรี ค่าแรงราคาถูก และที่สำคัญที่สุดคือการมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ย่อมเป็นมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวของอินเดียที่หาประเทศอื่นมาทดแทน
ได้ยาก และด้วยจุดแข็งนี้เองที่จะทำให้อินเดียก้าวขึ้นมาทำหน้าที่โรงงานโลกแทนจีนในไม่ช้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท