
เลือกผู้ว่าฯแบงก์ชาติ คนใหม่
ตำแหน่งผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนใหม่ ที่จะต้องเลือกภายในวันที่ 2 ก.ค. 2558 นั้น จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2558-2559 มากเป็นพิเศษ
ตำแหน่งผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนใหม่ ที่จะต้องเลือกภายในวันที่ 2 ก.ค. 2558 นั้น จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2558-2559 มากเป็นพิเศษ
ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะปั่นป่วนมาต่อเนื่องหลายปีแล้ว มีหลายประเทศที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบที่ไม่ค่อยจะใช้กันมาก่อน ที่เรียกกันว่า Quantitative Easing (หรือ QE) ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้อ่อนตัวลงมาก
ปรากฏการณ์นี้สืบเนื่องมาตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ปะทุขึ้นในปี 2551-2552 ผู้อ่านคงจำได้ว่า เกิดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐครั้งใหญ่ นำไปสู่การปล่อยกู้แก่ลูกหนี้ด้อยคุณภาพจำนวนมาก และมีพ่อมดการเงินนำเอาสัญญากู้ด้อยคุณภาพนี้ไปออกเป็นตราสารหนี้ ที่เรียกกันว่า Sub-prime
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ลามไปทั่วโลก เพราะสหรัฐเป็นตลาดเงินใหญ่สุดของโลก ทำให้ทุกประเทศใช้สูตรฟื้นเศรษฐกิจแบบเดียวกัน คือ อัดเงินเข้าระบบด้วยมาตรการ QE เพื่อทำให้ค่าเงินอ่อน และเพื่อกระตุ้นภาคเอกชนให้ลงทุนขยายกิจการ นำโดยสหรัฐ ตามด้วยญี่ปุ่น และต่อมาก็ตามด้วยยุโรป
มาตรการ QE ของสหรัฐประสบความสำเร็จ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้น จนกระทั่งธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ถ้าไม่ขึ้นครึ่งหลังของปีนี้ ก็คงจะเป็นช่วงต้นปีหน้า แต่มาตรการ QE ของญี่ปุ่นและยุโรปยังไม่เห็นผล
สาเหตุเพราะสหรัฐไม่มีกฎกติกาที่คุ้มครองธุรกิจหรือแรงงาน ทุกคนจะต้องแข่งขันกันเสรี ทุกคนจึงต้องกลั้นใจปรับตัวเองในทุกทางเพื่อสู้ชีวิต แต่ญี่ปุ่นและยุโรปยังมีกฎกติกาที่ปิดกั้นคุ้มครองการแข่งขันอยู่มาก และภาวะการเมืองยังไม่เปิดให้ปฏิรูปเรื่องนี้จริงจัง ดังนั้น มาตรการ QE ของญี่ปุ่นและยุโรป จึงมีทีท่าว่าจะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ในสถานการณ์อย่างนี้ จึงทำให้ค่าเงินเยนและเงินยูโรอ่อนลงอย่างมาก ในปี 2558 ยูโรเคยอ่อนลงไปเมื่อเทียบกับดอลลาร์ถึง 18-19% เยนอ่อนลงไปถึง 14-15% และเนื่องจากเงินบาทเกาะอยู่กับดอลลาร์ จึงทำให้เงินบาทแข็งอย่างมากเมื่อเทียบกับยูโรและเยน
แบงก์ชาติของไทยในอดีต เคยมีความเชื่อมาโดยตลอดว่า ค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออกน้อย ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกมากกว่าคือภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อ ที่ผ่านมาแบงก์ชาติจึงไม่คาดคิดว่าค่าเงินบาทที่แข็งเทียบกับยูโรและเยนอย่างนี้จะกระทบการส่งออก และไม่ได้หาทางป้องกันแก้ไขเตรียมไว้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2558 มีข่าวว่าแบงก์ชาติเริ่มเปลี่ยนแนวคิดแล้ว เริ่มเห็นว่าค่าเงินบาทอาจจะมีผลต่อการส่งออก
ที่จริงไม่จำเป็นต้องวิจัยแบบวิชาการมากนัก แต่ถ้าใครมีเพื่อนที่ทำธุรกิจส่งออกไปยุโรปและญี่ปุ่น เขาจะบอกได้เลยว่าผู้ส่งออกถูกบีบราคาอย่างมาก ส่งออกไปทั้งน้ำตา บางทียอมขาดทุนเพื่อเลี้ยงคนงานให้มีงานทำ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร เมื่อแปลงเป็นเงินบาท ก็ได้เม็ดเงินน้อยลงไปด้วย กำลังซื้อต่างจังหวัดก็ถดถอย เงินเฟ้อถึงขั้นติดลบตลอดปี 2558
ทำไมค่าเงินบาทจึงเกิดมีความสำคัญมากกว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อ
ภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อนั้นมีความสำคัญอยู่เสมอครับ แต่สถานการณ์พิเศษที่มีมาตรการ QE อันเป็นปริมาณเงินมหาศาลอย่างนี้ และที่เกิดขึ้นในหลายประเทศพร้อมกันเช่นนี้ ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ในนาทีนี้ค่าเงินบาทจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ถ้าไม่บริหารเงินบาทให้ดี เศรษฐกิจก็จะไม่ฟื้นตัว
ทำไมค่าเงินบาทจึงเกาะติดอยู่กับดอลลาร์
เหตุผลหลักคือเมื่อปี 2540 ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง แบงก์ชาติขณะนั้นมุ่งเน้นสร้างป้อมปราการป้องกันต่างชาติโจมตีเงินบาท จึงได้ออกกฎระเบียบต่างๆ ไว้มากมาย ซึ่งมีผลที่ไม่มีใครสามารถเก็งด้านบาทอ่อนได้เลย ดังนั้น ตลาดเงินบาทจึงมีแรงเฉื่อยสูง ตลาดวันนี้เป็นการสะท้อนเงินที่ไหลเข้าออกในอดีตมาถึงปัจจุบันเท่านั้น
แต่ตลาดเงินบาทไม่สามารถสะท้อนถึงปัญหาอนาคตได้ เพราะถ้าหากในวันนี้ ถึงแม้เห็นกันชัดเจนแล้วว่า ตลาดส่งออกไปยุโรปและญี่ปุ่นจะยังไม่ฟื้นเร็ว และถึงแม้ทุกคนเห็นพ้องกันว่า เงินบาทจำเป็นจะต้องอ่อนลงอีกสักหน่อย ตลาดก็ไม่สามารถปรับตัวลงไปได้เอง เพราะมีกฎกติกาปิดกั้นไว้นี่เอง
ดังนั้น โจทย์สำคัญสำหรับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนใหม่ที่จะต้องคิดและดำเนินการ ก็คือ ควรจะผ่อนคลายทลายป้อมปราการลงบางส่วนหรือไม่ แก้ไขจุดใด เมื่อใด เพื่อเปิดให้ตลาดเงินบาทสามารถปรับตัวได้ ทั้งขาขึ้นและขาลง อย่างคล่องตัวมากกว่าอดีต
ทั้งนี้ ถึงแม้ในฐานะผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ งานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ด้านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะมีความสำคัญอยู่เสมอก็ตาม แต่สำหรับช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ผมคิดว่า
น้ำหนักของเนื้องานในตำแหน่งนี้จะต้องเน้นไปที่เรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น
ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงได้สัมภาษณ์สื่อบางรายว่า ผมคิดว่าผู้สมัครซึ่งเป็นคนใน น่าจะมีความเข้าใจกลไกตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้ ดีกว่าผู้สมัครจากภายนอกที่มีความโดดเด่นเฉพาะจากแง่มุมของนักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เท่านั้น
นอกจากนี้ โจทย์ที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติจะต้องเน้นให้ระบบแบงก์มีการแข่งขันกันมากขึ้น เพื่อให้ส่วนต่างดอกเบี้ยลดลง และกระตุ้นให้แบงก์หันไปให้กู้แก่ลูกค้าเอสเอ็มอีมากขึ้น
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติที่จะมีบารมีจริงๆ จะต้องครบเครื่องในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ นักตลาดเงิน และนักกำกับสถาบันการเงิน







