
เปิด‘พีพีพี’หวังลดหนี้สาธารณะ ลดภาระงบประมาณ
กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ (พีพีพี) จะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่จำกัด และช่วยลดการกู้เงินของรัฐบาลมาลงทุน ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไม่สูงจนเกินไป ทำให้การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทำได้เร็วขึ้น ประเทศจะได้ไม่เสียโอกาสในการพัฒนา
กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ (พีพีพี) จะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่จำกัด และช่วยลดการกู้เงินของรัฐบาลมาลงทุน ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไม่สูงจนเกินไป ทำให้การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทำได้เร็วขึ้น ประเทศจะได้ไม่เสียโอกาสในการพัฒนา
ทั้งนี้ การทำโครงการพีพีพีเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์พีพีพีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2562 มูลค่าการลงทุนในโครงการ 1.41 ล้านล้านบาท โดยโครงการครอบคลุมการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางในเมือง การพัฒนารถไฟความเร็วสูง การพัฒนาท่าเรือขนส่งสินค้า การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม และกิจการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของประเทศ
กุลิศ กล่าวว่า โครงการที่จะทำพีพีพีในปี 2559 จะเป็นโครงการรถไฟทางคู่และโครงการรถไฟความเร็วสูง ขณะนี้ทางกระทรวงคมนาคมได้เร่งศึกษาว่าจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
ชูศักดิ์ เกวี อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า แผนเร่งรัดโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย) 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.สายบางปะอิน-นครสวรรค์ ระยะทาง 206 กม. 2.สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 119 กม. ขณะนี้รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ผ่านแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขอออก พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน และอยู่ระหว่างชี้แจงผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ด้านแนวทางในการดำเนินการก่อสร้าง หากรัฐบาลไม่มีงบประมาณ ก็พร้อมที่จะเปิดลงทุนแบบพีพีพี โดยวงเงินในการลงทุน 8.06 หมื่นล้านบาท
สำหรับโครงการมอเตอร์เวย์เส้นดังกล่าวเป็นเส้นทางต่อเนื่องจากเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งเป็นแนวเส้นทางไปภาคตะวันตกผ่านนครปฐม-บ้านโป่ง ไปถึงกาญจนบุรี เมื่อถึงนครปฐมจะมีเส้นทางเชื่อมไปถึงชะอำ โดยปกติเส้นทางสายหลักมุ่งสู่ภาคใต้มีเส้นทางเดียว คือ เส้นทางสาย 4-เพชรเกษม มี 7 เลน ซึ่งบางช่วงเวลาพบว่ามีการจราจรคับคั่ง ดังนั้นเมื่อมอเตอร์เวย์เส้นดังกล่าวเกิดขึ้นจะเป็นทางเลือก จะช่วยแบ่งเบารองรับการจราจรสู่เส้นทางภาคใต้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โครงการดังกล่าวยังไม่มีแหล่งเงินในการก่อสร้าง หากรัฐบาลเห็นชอบให้ลงทุนในรูปแบบพีพีพี ก็จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเป็นหลัก ส่วนการดำเนินการตามแผนจะต้องเร่งดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีภายในปี 2559 เพื่อพิจารณา
สำหรับเส้นทางที่ 2 สายบางปะอิน-นครสวรรค์ (มอเตอร์เวย์เก็บค่าผ่านทาง ขนาด 4-8 ช่องจราจร) ระยะทาง 206 กม. (เขตทางเดิมของ ทล.32 ระยะ 136 กม.) วงเงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท ค่าก่อสร้าง 3.75 หมื่นล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2,500 ล้านบาท ขณะนี้ได้ทำการศึกษาเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากโครงการมอเตอร์เวย์ทั้งสองโครงการแล้ว ยังมีอีกโครงการมอเตอร์เวย์ระหว่างเมืองอีก 3 สาย เส้นทางประกอบด้วย สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงิน 8.46 หมื่นล้านบาท สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. วงเงิน 5.56 หมื่นล้านบาท และสายพัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กม. วงเงินลงทุน 1.4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทั้ง 5 เส้นทางถือเป็นโครงการเร่งด่วนในระยะ 200 กม. รอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล







