
ล้างภาพผลประโยชน์
เรื่องของการค้ามนุษย์ การนำคนลงมาเป็นทาสแรงงาน การเอารัดเอาเปรียบ และแสวงหาผลประโยชน์
โดย...เอกชัย จั่นทอง/กันติพิชญ์ ใจบุญ
เรื่องของการค้ามนุษย์ การนำคนลงมาเป็นทาสแรงงาน การเอารัดเอาเปรียบ และแสวงหาผลประโยชน์จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งบังคับขอทาน เลยเถิดไปถึงย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นคนด้วยการบังคับให้ค้าประเวณี และหนักสุดถึงขนาดที่ต้องฆาตกรรมกัน นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมศิวิไลซ์ที่มนุษย์เรียกตัวเอง
พล.ต.อ.เอก บอกเล่าว่า รัฐบาลและตำรวจที่เร่งทำงานในทุกวันนี้กับคดีค้ามนุษย์นั้น ไม่ได้ทำเพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการจัดอันดับประเทศค้ามนุษย์ แต่ทุกอย่างล้วนเพื่อหน้าที่และคำว่ามนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง รวมถึงสร้างสังคมเมืองไทยให้น่าอยู่ โอบอ้อมอารี และที่สำคัญคือต้องเคารพเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
“แน่นอนว่าการประเมินของสหรัฐในเดือน มิ.ย.นี้ จะมีผลอย่างไรหรือนั้นเราคงไปคิดแทนกันไม่ได้ แต่แน่นอนว่าความจริงจังในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาค้ามนุษย์ก็ต้องเพื่อปลดล็อกประเทศของเราให้หลุดพ้นจากการตราหน้าว่าเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”
รอง ผบ.ตร.ที่เข้ามารับผิดชอบดูแลด้านการค้ามนุษย์ ยืนยันว่าเรื่องนี้ตำรวจจะสานต่อการทำงานที่ได้วางเอาไว้ แม้ว่าตนเองจะเกษียณไปหรือเปลี่ยนหน้าที่ดูแล แต่การดำเนินการก็ต้องเดินหน้าต่อ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตำรวจเอาจริง และจะไม่ทำแบบไฟไหม้ฟางเฉกเช่นที่ผ่านมา หรือลูบหน้าปะจมูก หรือแม้แต่การทำงานเพื่อเอาหน้าแบบผักชี
“ผมไม่เอา ผมไม่อยากให้ประชาชนมาเชื่อว่า ดูสิ เดี๋ยวตำรวจก็เลิกเอาจริงแล้ว และกลับไปมีผลประโยชน์อย่างเดิมอีก เราต้องผ่าตัดแนวคิดนี้ และรื้อฟื้นหัวใจความเป็นมนุษย์ของเราให้มันมั่นคงถาวร ไม่ย่อหย่อน หรือหลงติดกับดักของผลประโยชน์ที่ได้มาเพราะความทุกข์ยากและทำลายศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกต่อไป” “บิ๊กเอก” ย้ำ
พล.ต.อ.เอก บอกอีกว่า ตำรวจไม่ได้ต้องการได้หน้าอะไรกับงานชิ้นนี้หากสัมฤทธิผลเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่ต้องการให้เกิดอานิสงส์แก่สังคม ให้ประเทศหลุดพ้นจากการจัดอันดับค้ามนุษย์ เพื่อให้ทุกอย่างมันเดินหน้าต่อไป ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่ต้องรุดหน้า ไม่ถูกตัดสิทธิทางการค้า หรือผลพวงจากตรงนี้ก็ได้ประโยชน์ต่อเพื่อนตำรวจให้ได้ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อนำประโยชน์และความรู้กลับมาพัฒนางานของประเทศเรา โดยไม่ต้องลงทุนกับทรัพยากรหรืองบประมาณที่มีจำกัดของเราเอง เหล่านี้คืออานิสงส์ที่เราหวังเอาไว้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติโดยรวม
“สิ่งที่ตำรวจทำในวันนี้ เราไม่ได้คิดแต่เพียงว่าต้องทำต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่เราทำเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามหน้าที่ และเหนืออื่นใดคือประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ ประเทศไทยต้องมั่นคง เศรษฐกิจเราจะมั่งคั่งมีเสถียรภาพ และภาพลักษณ์ของประเทศได้รับการสรรเสริญว่าเป็นสังคมที่น่าอยู่ น่าลงทุน เพราะเราเคารพต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คนทำผิดที่เกาะกินทำลายชาติต้องรับโทษ ผมยืนยันว่าตำรวจจริงจังเรื่องนี้ และจะไม่มีใครมาเอารัดเอาเปรียบ เอาลมหายใจของคนมาหากินอีกต่อไป” จากปากของ พล.ต.อ.เอก ที่ยืนยันแทนตำรวจเมืองไทย
นอกจากเรื่องค้ามมนุษย์แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชั่วโมงนี้ชื่อของ พล.ต.อ.เอก กลับมาโดดเด่นขึ้นมาอีกครั้ง และประจวบเหมาะกับระยะเวลาอีก 4 เดือนข้างหน้าที่ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. คนที่ 10 จะเกษียณอายุราชการอำลาวงการสีกากี แน่นอนว่าเก้าอี้ “พิทักษ์ 1” หรือตำแหน่ง ผบ.ตร.ยอมว่างลง และฝุ่นเริ่มกลับมาตลบอบอวลกันอีกครั้ง ภายใต้รัฐบาลท็อปบู๊ต ว่าที่สุดแล้วใครคือคนที่รัฐบาลทหารเลือกสรรมากุมบังเหียนนี้ เพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรตำรวจเดินหน้าอย่างที่ควรเป็น
แน่นอนว่าแคนดิเดตอย่าง “บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ชั่วยามนี้ก็มีอาวุโสลำดับที่ 1 หลังเคยพลาดตกเก้าอี้มาเมื่อครั้งก่อน เริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ทำงานสำคัญอย่างการคลี่คลายคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา
แม้ไม่ได้จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่ พล.ต.อ.เอก เคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดนวลนรดิศ รุ่นเดียวกับ “บิ๊กติ๊ก” พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ที่ผ่านมาไม่ได้เลือกข้างชัดเจน จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่แน่นอน
สำหรับ “บิ๊กเอก” ก็มีผลงานคดีสำคัญต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะเกษียณอายุราชการในปี 2559 หากการคัดเลือกตำแหน่ง ผบ.ตร.ในปีนี้สะดุดไม่ได้นั่งเก้าอี้ก็ถือว่าหมดโอกาส แน่นอนว่าเมื่อครั้งนี้มีชื่อกลับมาลุ้นอีกครั้ง
และเมื่อโอกาสมาถึงไม่มีใครจะเข้าแถวต่อคิวหรือปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไปได้
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.เอก พูดถึงเรื่องนี้ว่า “สำหรับเรื่องตำแหน่ง ผบ.ตร.นั้น ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่สื่อมวลชนจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยหรือเขียน เพราะในช่วงนี้ใกล้มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ แน่นอนผมมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 1 อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่ของตำรวจให้ดีที่สุด เพราะหากไม่ได้เป็นตำรวจแล้วจะทำงานคงไม่ได้ ถือว่าสายเกินไปแล้ว ทุกช่วงเวลาจากนี้จะดำเนินงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มความสามารถจนกว่าจะเกษียณอายุราชการตำรวจ”







