
เสนอสารพัดสูตรแก้ "รพ.เอกชน" คิดค่ารักษาแพง
ปัจจัยสำคัญคือความไม่ตรงไปตรงมาในการคิดค่ารักษาพยาบาลและเอากำไรกับผู้บริโภค
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
การรณรงค์โดยภาคประชาชนที่เรียกร้องให้ภาครัฐตรวจสอบโครงสร้างราคาค่าบริการโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน หลังพบว่ามีหลายแห่งเรียกเก็บค่าบริการสูงเกินจริง ผ่านทาง change.org และมีประชาชนร่วมลงชื่อกว่า 3 หมื่นคนภายในเวลาเพียง2 สัปดาห์ กลายเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐให้ความสนใจขึ้นมาในทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าหากค่ารักษาแพงมาก อาจส่งผลกระทบกับการเป็นเมดิคอลฮับของประเทศไทย
ทั้งนี้ ค่าบริการ รพ.เอกชน สูงแค่ไหนนั้น สุธรรม พันธุศักดิ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรฐานค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาล ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2552-2557 ค่ารักษาพยาบาล รพ.เอกชน สูงกว่า รพ.รัฐ อาทิ ค่ารักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ รพ.เอกชน เฉลี่ย 3.33 แสนบาท ขณะที่ รพ.ของรัฐ เฉลี่ย 1.16 แสนบาท สูงกว่ารัฐ 1.74 เท่า หรือค่าผ่าตัดไส้ติ่ง ราคาใน รพ.เอกชน สูงกว่ารัฐ 5.37 เท่า ต้อกระจกสูงกว่า 5.48 เท่า โรคข้อเข่าสูงกว่า 2.16 เท่า และโรคหวัดสูงกว่า 3.31 เท่า โดยมีราคาเฉลี่ยสูงกว่า รพ.ของรัฐ 2.5 เท่า
ขณะที่ในส่วนของค่ายานั้น ตัวเลขการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ศึกษาร่วมกันในช่วงปี 2555-2556 พบว่า รพ.เอกชน ได้กำไรค่ายาสูงถึง 127% ค่าเวชภัณฑ์ 412% และค่าห้อง 294%
อย่างไรก็ตามสมาคมโรงพยาบาลเอกชนปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว
ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข (สธ.) ได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นผู้ดูแล พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่หลังจากผ่านมา 2 สัปดาห์ ก็ยังทำอะไรไม่ได้มากนัก มีเพียงการตั้งคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลแพง โดยให้ นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ คณะที่ปรึกษา รมว.สธ. เป็นประธาน และดึงเอาตัวแทนทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ สภาวิชาชีพ ภาคประชาชน รวมถึงสมาคมโรงพยาบาลเอกชน นั่งเป็นกรรมการจำนวนมาก โดยตีกรอบ 1 เดือน เพื่อหาข้อเสนอที่เป็นไปได้มากที่สุดเพื่อเสนอไปยังรัฐบาลต่อไป
อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังมีความเห็นแย้งในหลายประเด็น เช่น เมื่อสภาเภสัชกรรมเสนอให้แพทย์โรงพยาบาลเอกชนออกใบสั่งยา ให้คนไข้ไปซื้อยาเอง ตัวแทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชนกลับมองว่าอาจมีปัญหาในแง่ความรับผิดชอบ หากคนไข้ซื้อยากินเองแล้วได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต ซึ่งการสั่งจ่ายยาจากโรงพยาบาลอาจปลอดภัยกว่า
นอกจากนี้ ฝั่ง รพ.เอกชน ยังเสนอให้มีการคำนวณ “อัตราค่าใช้จ่ายพิเศษ” สำหรับกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่ก็ทำให้เกิดข้อกังวลตามมาอีกว่าโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงคลินิกพิเศษใน รพ.รัฐ ก็อาจขอให้คำนวณอัตราพิเศษตามไปด้วย ทำให้ค่ารักษาพยาบาลในระบบสูงขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังรอให้ รมว.สธ.เป็นผู้ตัดสินใจทุบโต๊ะขั้นสุดท้าย
วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่าสาเหตุที่ทำให้ค่ารักษาใน รพ.เอกชน สูงขึ้นมาก มาจากการเติบโตของ “เมดิคอลทัวริสต์” ประกอบกับการสนับสนุนเมดิคอลฮับของทุกรัฐบาล ทำให้จากเดิมมีไม่กี่พันบาทก็นอนโรงพยาบาลได้หนึ่งคืน ปัจจุบันกลายเป็นคืนละหลักหมื่นบาท นอกจากนี้การเติบโตของ รพ.เอกชน ทำให้เกิดการซื้อตัวจนเกิดปัญหาแพทย์ใน รพ.รัฐไหลออกนอกระบบตามมาอีก ซึ่งที่ผ่านมาเคยเสนอให้เก็บภาษีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามารักษาตัวโดยเฉพาะ เพื่อนำภาษีมาผลิตบุคลากรด้านสาธารณสุขและเพิ่มประสิทธิภาพ รพ.รัฐ แต่ก็ถูกคัดค้านจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐก็ยังโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่อไป
ขณะที่ ศ.อัมมาร สยามวาลา ประธานคณะกรรมการประสานระบบสุขภาพแห่งชาติ 3 กองทุน มองว่า รพ.รัฐ ล้มเหลวในการบริหารจัดการจนเกิดปรากฏการณ์ถ้าอยากรักษา รพ.รัฐ ต้องรอ 5 ชั่วโมง พบหมอ 5 นาทีแล้วรับยา ทำให้ชนชั้นกลางหนีจากไปรักษาใน รพ.เอกชนแทน ประกอบกับรัฐสนับสนุนโครงการเมดิคอลฮับ ทำให้ รพ.เอกชน ดึงราคาขึ้นได้สูง
อย่างไรก็ตาม ศ.อัมมาร ยังมองไม่ออกว่าจะแก้ปัญหา รพ.เอกชน คิดค่าบริการแพงได้อย่างไร แต่วิธีที่น่าจะสนับสนุนมากกว่าก็คือการให้ สปสช.ไปชวน รพ.เอกชน ระดับกลางๆ มาเข้าระบบ เพื่อใช้อำนาจรัฐผ่าน สปสช. ทำหน้าที่จัดซื้อบริการ-จัดซื้อยาแทนประชาชน ไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับค่าบริการที่แพงขึ้นเรื่อยๆ เพียงฝ่ายเดียว
ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และอดีตผู้บริหาร สธ. เห็นว่าปัจจัยที่ทำให้ชนชั้นกลางและคนรวยหนีจาก รพ.ของรัฐ คือการที่ สธ.ไม่ลงทุนกับการพัฒนาสถานพยาบาล รวมถึงระบบการบริหารจัดการภายในกระทรวงมากพอ รวมทั้งยึดติดกับระบบราชการ ไม่สนับสนุนให้ออกนอกระบบเหมือนกับ “โรงพยาบาลบ้านแพ้ว” ส่วนปัญหา รพ.เอกชน ราคาสูงนั้น ปัจจัยสำคัญคือความไม่ตรงไปตรงมาในการคิดค่ารักษาพยาบาลและเอากำไรกับผู้บริโภค ซึ่งเรื่องค่ายาแพงถือเป็นส่วนเล็กๆ เท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังต้องโทษความล้มเหลวในบทบาทตรวจสอบ-กำกับ-ควบคุมของ 3 หน่วยงานหลักคือ สธ. กระทรวงพาณิชย์ และแพทยสภา
“สธ.มีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แต่ก็รับขึ้นทะเบียนอย่างเดียว ไม่ได้ลงไปดูอะไร ส่วนแพทยสภาก็ทำหน้าที่ตั้งรับอย่างเดียว รอดูว่ามีใครฟ้องไหม แล้วไม่เคยเข้าข้างประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่ควบคุมราคาสินค้า รวมถึงมียาเป็นสินค้าควบคุม ก็ไม่เคยใช้กลไกที่มีในการควบคุมราคายา ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่าไม่เคยมีใครเข้าไปแก้ปัญหาอย่างแท้จริง” นพ.วิชัย ระบุ
นพ.วิชัย ระบุด้วยว่า คณะกรรมการฯ ที่ตั้งขึ้นนั้นยังไม่ค่อยเห็นเป็นรูปธรรมเท่าไร เพราะเห็นแต่เพียงการหาสาเหตุของยาแพง มากกว่าหาสาเหตุว่าทำไมค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนถึงแพง ซึ่งหากไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงใช้กลไกของรัฐเข้าไปปกป้องประชาชน กรรมการชุดนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก
ด้าน ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ผู้ริเริ่มแคมเปญรณรงค์ล่ารายชื่อเพื่อควบคุมราคาโรงพยาบาลเอกชน บอกว่า ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลไม่มีนโยบายควบคุม รพ.เอกชน เนื่องจากต้องการสนับสนุนให้เดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์และขยายโครงการเมดิคอลฮับ ขณะที่แพทยสภาก็เป็นตัวแทนของแพทย์ รพ.เอกชน ทำหน้าที่คอยปกป้องผลประโยชน์ให้ รพ.เอกชน มาโดยตลอด ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมเรื่องกลไกราคายาที่รัฐปล่อยให้บริษัทยากำกับควบคุมมาโดยตลอด
ปรียนันท์ ยืนยันต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งยุบกรรมการแพทยสภาชุดนี้ พร้อมกับตั้งกรรมการกลาง โดยมีตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการหาทางออก
“เราไม่ได้อยากขอให้ลดราคา แต่กำลังจะบอกว่าคุณต้องคิดราคาที่มีหลักเกณฑ์ สมเหตุผล ตรวจสอบได้ ไม่ใช่คิดราคาเกินจริง ไม่มีมาตรฐาน ประชาชนที่เข้าไปใช้บริการเขารู้ว่าราคาต้องแพง เพราะเป็นการทำธุรกิจ แต่ว่าการแพงของคุณไม่ใช่หมายความว่ามาบวกเอาตามใจชอบ หรือโกงแบบเสรี”ปรียนันท์ กล่าวทิ้งท้าย







