
ถอดยศต้องชัดเจน
กรณีคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการถอดยศตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล
กรณีคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการถอดยศตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นประธาน มีมติให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ข้อ 1 (6) ที่ระบุว่า เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐนั้น แม้ตามกระบวนการขั้นตอนการถอดยศดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด แต่ในเบื้องต้นมีข้อครหาตามมาว่าเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง
ทั้งนี้ เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ก็มีข้อกฎหมายที่สามารถถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทันที ซึ่งเป็นการหักล้างมติเดิมของคณะกรรมการชุดที่ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีมติเอกฉันท์ไม่ถอดยศเช่นกัน โดยอ้างว่าไม่เข้าเงื่อนไข เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นจากการเป็นข้าราชการตำรวจแล้ว และไม่ได้ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย
ขณะที่อีกฝ่ายก็ตอบโต้ว่าเป็นการดำเนินการตามหลักกฎหมาย ไม่ได้กลั่นแกล้ง เมื่อมีข้อเท็จจริงของการกระทำความผิดซึ่งเข้าเงื่อนไขการถอดยศ ก็ต้องดำเนินการ ส่วนมติในอดีตถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการพิจารณาเสมือนว่าช่วยพวกเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ขอให้ทุกฝ่ายได้ใช้ดุลยพินิจด้วยความเป็นธรรม และอย่านำเรื่องการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะไม่เช่นนั้นจะหาข้อเท็จจริงไม่ได้ และยิ่งจะทำให้ประเทศไทยไม่หลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้ง
ความจริงเรื่องนี้เป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาการตีความกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการใช้ดุลยพินิจกฎหมาย มักจะเอนเอียงไปทางผู้มีอำนาจในขณะนั้นเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็เอื้อแก่พวกผู้มีอิทธิพล คนร่ำรวย จนทำให้สังคมรู้สึกว่ากฎหมายมีหลายมาตรฐาน จนไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นหลักการหรือหลักกู ซึ่งได้ทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และนี่เป็นอีกปัจจัยที่นำมาซึ่งความขัดแย้งอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น ขอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูป ปรับปรุงกฎระเบียบ หรือข้อกฎหมาย ที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจใช้ดุลยพินิจให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะที่ผ่านมาการใช้ดุลยพินิจในหลายกรณีก็ทำให้เกิดข้อโต้แย้ง ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน
สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงกระบวนการถอดยศให้เป็นรูปธรรมกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้หน่วยงานชี้แจงอยู่ตามลำพัง และหากมั่นใจว่าการถอดยศครั้งนี้ทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์ข้อกฎหมายทุกประการ ก็ควรสั่งให้มีการตรวจสอบเอาผิดผู้ที่ปกป้องช่วยเหลือไม่ดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเยี่ยงอย่างอีกต่อไป







