
อิทธิพลภายนอกกับการ เปลี่ยนแปลงทางการเมือง
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
ได้รับคำถามในวงสัมมนาหลังจากนำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่า อิทธิพลจากภายนอกส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในอย่างไรได้บ้าง การตอบคำถามนี้อย่างหมดจดต้องการงานวิจัยเปรียบเทียบอีกมาก ในเวลาสั้นๆ รวบรวมความคิดเสนอคำตอบเป็นสมมติฐานให้แก่นักประวัติศาสตร์ผู้ถามคำถามได้ ดังนี้
หนึ่ง อิทธิพลภายนอกมาในลักษณะที่เป็นตัวแบบการจัดการปกครองและพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนรูปการจัดการปกครองเพื่อให้สอดคล้องกับ “มาตรฐานของอารยธรรม” หรือ “บรรทัดฐานระหว่างประเทศ”
ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ช่วงยาว เราจะพบว่าในอดีตนั้นมีรัฐหลายรูปแบบดำรงอยู่ด้วยกัน ตั้งแต่จักรวรรดิ รัฐราชกรรมสิทธิ์ เมืองประเทศราช ไปจนถึงรัฐสมาพันธ์พาณิชย์ และนครรัฐ เป็นต้น แต่นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมาที่กระบวนการเปลี่ยนรัฐเข้าสู่สมัยใหม่เกิดในยุโรป ตัวแบบรัฐอธิปไตยจากยุโรปจะค่อยๆ รุกคืบเข้าแทนที่รัฐประเภทอื่นๆ และหลังจากที่ชาตินิยมกลายเป็นพลังเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรปจนเป็นเหตุสำคัญที่พาประเทศในทวีปแห่งนั้นเข้าสู่มหาสงคราม รัฐอธิปไตยของประชาชาติก็ได้รับการเฉลิมสถานะโดยระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้กลายเป็นตัวแบบที่มีความชอบธรรม พร้อมกับที่ชาติและชาตินิยมกลายเป็นฐานอันทรงพลังของการระดมสรรพกำลังของผู้คนจากเมืองและหมู่บ้านตลอดดินแดนทั่วทุกอาณานิคมที่เคยยอมจำนนต่อชะตากรรม ให้เข้าร่วมขบวนการต่อสู้ประชาชาติ เพื่อเรียกร้องเอกราชจากประเทศเจ้าจักรวรรดิ
ในศตวรรษที่ 21 แม้ว่ารัฐอธิปไตย ชาติและชาตินิยมยังคงกำกับจินตกรรมทางการปกครองอยู่อย่างเข้มแข็ง แต่ก็เริ่มมีกระแสความคิดที่ตระหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงข้อจำกัดของรัฐอธิปไตยในการจัดการกับปัญหาข้ามพรมแดน และข้อจำกัดของการยึดถือชาติและชาตินิยมที่อาจสร้างความรุนแรงต่อมนุษย์ด้วยกัน จนส่งผลให้ชุมชนหรือแม้แต่รัฐแตกสลายลง บรรทัดฐานระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่เกิดจากหลักเสรีนิยมและโลกาภราดรภาพนิยม (Cosmopolitanism) โดยการผลักดันขององค์การระหว่างประเทศและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจึงกำลังหาทางเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานที่เกิดจากหลักอธิปไตย และทดพลังของชาตินิยมไปสู่การสร้างพหุภาคีนิยมและประชาคมระหว่างประเทศที่เคารพในหลักความมั่นคงของมนุษย์ ประชาธิปไตย และความยั่งยืนของระบบนิเวศและชีวาลัย
สอง อิทธิพลจากภายนอกมาในรูปของการเป็นบริบทหรือสภาพแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน บริบทแรกที่ควรกล่าวถึงคือการกำหนดพิสัยทางเลือกที่เป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองว่ามีพิสัยกว้างแคบอย่างไร และภายในพิสัยนั้นมีพลังของความขัดแย้งอย่างไรก่อตัวอยู่ระหว่างทางเลือกต่างๆ ที่จะส่งผลต่อทิศทางและพลวัตการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในที่กำลังเกิดขึ้น
เช่น ถ้าพิจารณาจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญทางการเมืองของไทย คือ การปฏิวัติ 2475 กับการเปลี่ยนแปลง 2516 การเปลี่ยนแปลงทั้งสองจุดนี้ เกิดขึ้นในจังหวะที่กระแสการเมืองโลกมีทางเลือกของระบอบการปกครองทั้งที่เป็นและไม่เป็นประชาธิปไตย ที่เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสและการต่อสู้ระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในที่เห็นแตกต่างกัน ว่าระบอบการปกครองใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในจุดเปลี่ยนสำคัญนั้นจะพลิกเข้าหากระแสอุดมการณ์ของระบอบการปกครองใด ความขัดแย้งที่มีอยู่ระหว่างกระแสเหล่านั้นในการเมืองโลกก็จะส่งผ่านเข้ามาในการเมืองภายในระหว่างกลุ่มที่ยึดถือกระแสอุดมการณ์ที่แตกต่างกันนั้นด้วย จุดลงเอยที่น่าเสียใจระหว่างปรีดี กับ ป.พิบูลสงคราม และเหตุการณ์ 6 ตุลา เกิดขึ้นในบริบทของการมีทางเลือกหลายกระแส และการต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจหรือเพื่อรักษาอำนาจที่จะกำหนดและสกัดทางเลือกที่การเมืองโลกหรืออิทธิพลภายนอกเปิดพิสัยความเป็นไปได้ให้แก่ตัวผู้กระทำการฝ่ายต่างๆ นำมาใช้เป็นพลังระดมนำการเปลี่ยนแปลง
อิทธิพลจากภายนอกที่เป็นบริบทให้แก่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในอีกลักษณะหนึ่ง คือ สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อลักษณะการจัดความสัมพันธ์ภายในกลุ่มอำนาจที่ปกครอง และการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมที่จะเกิดขึ้นในระหว่างจุดเปลี่ยนทางการเมือง ด้านหนึ่งคือสภาพแวดล้อมด้านภัยคุกคาม อีกด้านหนึ่งคือสภาพแวดล้อมของพัฒนาการทุนนิยมที่ไร้พรมแดน สภาพแวดล้อมด้านภัยคุกคามเกิดจากทั้งที่มหาอำนาจจัดว่าเป็นภัยและที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐเห็นว่าเป็นภัย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในบริบทการมีภัยคุกคามต่อความมั่นคงจะเปิดโอกาสให้มีการใช้เหตุผลของรัฐมาจำกัดสิทธิและเสรีภาพในสังคม และรักษาอิทธิพลของฝ่ายความมั่นคงในกลุ่มอำนาจที่ปกครอง ในขณะที่ความสัมพันธ์และพิกัดตำแหน่งของรัฐและสังคมนั้นในเครือข่ายสายโซ่ของระบบการผลิต การลงทุน การค้า และการรีดมูลค่าส่วนเกินและสะสมทุนในระบบทุนนิยมไร้พรมแดนจะมีส่วนต่อการจัดความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างรัฐ ทุน และแรงงาน ที่ส่งผลต่อความกว้าง/แคบของฐานการเมืองของกลุ่มอำนาจที่ปกครองของสังคมนั้น
สาม อิทธิพลภายนอกที่เป็นบทบาทหรือนโยบายและการดำเนินการของตัวแสดงหรือผู้กระทำการจากต่างประเทศที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน ซึ่งมีตั้งแต่การแทรกแซงลับๆ และเปิดเผยเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบโดยตรง ไปจนถึงการกดดันหรือช่วยเสริมพลังในการสร้างอำนาจการนำให้แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกระบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือในกลุ่มอำนาจที่ปกครอง
เนื้อที่ไม่พอให้พูดถึงกลไกหลายประเภทที่ทำให้อิทธิพลจากภายนอกแบบต่างๆ ทำงานส่งผลได้ ต้องรอโอกาสต่อไป







