posttoday
ข้อคิดเห็นบางประการ เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไทย (ตอนที่ 1)

ข้อคิดเห็นบางประการ เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไทย (ตอนที่ 1)

29 พฤษภาคม 2558

โดย...ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธานินทร์ กรัยวิเชียร

โดย...ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธานินทร์ กรัยวิเชียร

กฎหมายไม่ใช่ความยุติธรรม เมื่อกฎหมายขัดแย้งกับความยุติธรรม ต้องถือความยุติธรรมเป็นสำคัญยิ่งกว่ากฎหมาย

หลักการและเหตุผล :

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่เนติบัณฑิตในปี 2515 ในเรื่องความยุติธรรม ซึ่งขออัญเชิญมากล่าวในที่นี้คือ : “...กฎหมายทั้งปวงนั้น เราบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นปัจจัยสำหรับรักษาความยุติธรรม กล่าวโดยสรุปคือ ใช้เป็นแบบแผนแห่งความประพฤติปฏิบัตินั้นๆ ให้เป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงตรงอีกสถานหนึ่ง

...โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งไปกว่าความยุติธรรม หากควรจะต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้น ดูจะไม่เป็นการเพียงพอ จำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ...”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการกล่าวถึง Natural Law หรือ กฎหมายธรรมชาติ แนวความคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law School) เห็นว่ากฎหมายเป็นเรื่องของเหตุผล (True law is the right reason) สอดคล้องกับธรรมชาติ เป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นจริงในทุกสถานที่และทุกกาลเวลา กฎหมายธรรมชาติจึงมีคุณค่าเหนือกฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้น

ความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมตามหลักกฎหมายธรรมชาติ ก็คือภาวะที่สอดคล้องกับธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมอย่างมีเหตุผล และมีสุภาษิตสำคัญของกฎหมายโรมันที่ว่า “ผู้พิพากษาที่ดีย่อมวินิจฉัยคดีตามหลักความยุติธรรมและความถูกต้อง และถือความยุติธรรมสำคัญกว่ากฎหมาย(A good judge decides according to justice and right, and prefers equity to strict law.) การที่ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทนี้ ก็แสดงว่าท่านได้ทรงเตือนใจเราว่าหากกฎหมายขัดแย้งกับความยุติธรรมต้องถือตามความยุติธรรมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้นักกฎหมายส่วนใหญ่จะเห็นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความยุติธรรมต้องมาก่อนกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผิดแผกไปจากเดิม อุปสรรคสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ แนวความคิดเรื่องความยุติธรรมที่เรารับมาจากอังกฤษ ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวพระราชดำริก็คือ กฎหมายคือความยุติธรรม เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ประการใดก็ต้องถือตามนั้น แม้ว่าจะเกิดความไม่เป็นธรรมก็ถือว่าผลแห่งคดีเป็นไปตามกฎหมายแล้ว หากกฎหมายขัดกับความยุติธรรมต้องแก้กฎหมายก่อน ตราบใดที่ยังไม่ได้แก้กฎหมายก็จะต้องบังคับไปตามนั้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องนามธรรม ถ้าหากไม่มีตัวอย่างคดีจริงๆ แล้วก็ยากที่จะเข้าใจได้ จึงขอยกตัวอย่างคดีจริงๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหานี้อย่างถ่องแท้ คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/121 ข้อเท็จจริงมีว่า ยายอายุ 80 ปี ไม่มีญาติอื่นๆ ที่มีชีวิตเหลืออยู่อีกเลย นอกจากหลานชายคนเดียว ยายมีทรัพย์สินทั้งเนื้อทั้งตัว คือ กระบือ 100 ตัว ราคาตัวละ 8 เหรียญ รวมแล้ว 800 เหรียญ ยายยกกระบือทั้งหมดให้หลานชาย มุ่งฝากผีฝากไข้กับหลานชายจวบจนชีวิตจะหาไม่

ต่อมาหลานชายแต่งงาน มีลูก 2 คน หลังจากนั้นหลานชายตาย ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ระหว่างที่หลานชายอยู่กินกับหลานสะใภ้ มีเงินทองเพิ่มขึ้นมา 200 เหรียญ ปัญหามีว่าจะแบ่งมรดกของหลานชาย อันได้แก่ ราคากระบือเป็นจำนวนเงิน 800 เหรียญ กับ 200 เหรียญ อันเป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรสอย่างไร ถ้าถือตามกฎหมายในขณะนั้น หลานชายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ยายจะไม่ได้รับมรดกของหลานชายจนบาทเดียว ตามหลักกฎหมายที่ว่าญาติสนิทตัดญาติห่าง

กรณีนี้หลานชายมีทั้งภรรยาและบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นญาติสนิทที่สุดก็ได้รับมรดกรายนี้ไป ตามกฎหมายในเวลานั้นยายอดตาย ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สินเหลือแก่ตนเลย คดีนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาขณะนั้นขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกฎหมายสมัยนั้นเปิดช่องให้ทำได้ พระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัยลงมาว่า เงิน 200 เหรียญ ที่หลานชายกับหลานสะใภ้ร่วมกันหามาได้นั้น ให้แบ่งระหว่างหลานสะใภ้กับลูก 2 คน แต่กระบือ 100 ตัวนั้น ทรงให้แบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน ให้หลานสะใภ้ครึ่งหนึ่ง ยายอีกครึ่งหนึ่ง นี่เป็นพระราชธรรมพิเศษ

ตามคดีตัวอย่างนี้ ย่อมเห็นพ้องต้องกันว่ากฎหมายไม่ยุติธรรมแก่คู่ความเป็นอย่างยิ่ง กฎหมายไทยปัจจุบันก็ยังติดสิทธิยายอยู่ หากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในปัจจุบันยายคงต้องอดตาย ทั้งจะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาก็ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า คดีที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัคค้านคดีนั้นอีกต่อไป

ปัญหาตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาใคร่ครวญแนวพระราชดำริเรื่องความยุติธรรมอยู่นาน จนในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ได้กล่าวถึงความยุติธรรมในทางอรรถคดี โดยบัญญัติอยู่ในมาตรา 197 ว่า : “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย...”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นถึงความตื่นตัวของนักกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรม แต่ถ้อยคำในบทบัญญัติดังกล่าวก็มีปัญหาหลายประการ ดังนี้ 1.เมื่อพิจารณาถ้อยคำในบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ก็ยังไม่อาจเข้าใจเสียทีเดียวว่าเมื่อกฎหมายขัดแย้งความยุติธรรมแล้ว จะให้ดำเนินการไปในทางใด เป็นกรณีที่เนื้อความในบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้กำกวมไม่ชัดแจ้ง ทำให้สามารถตีความได้เป็น 2 นัย กล่าวคือ

นัยแรก ในกรณีที่กฎหมายขัดกับความยุติธรรมนั้น ให้ศาลถือเอาความยุติธรรมเป็นสำคัญโดยเห็นว่าความยุติธรรมสำคัญกว่าบทบัญญัติของกฎหมาย

นัยที่สอง ในกรณีที่กฎหมายขัดกับความยุติธรรมนั้น ให้ถือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และปรับใช้ไปอย่างเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าความยุติธรรมต้องอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งเมื่อได้พิจารณารายงานร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่ปรากฏว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 (ส.ส.ร.) ผู้ร่างได้พิจารณาปัญหาในเรื่องนี้โดยละเอียดหรือไม่ประการใด จึงยังคงเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันว่าเราจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของความยุติธรรม สรรค์สร้างความยุติธรรมที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

2.หากจะตีความตามนัยที่ 1 ที่ว่าความยุติธรรมสำคัญกว่ากฎหมาย โดยให้ศาลถือเอาความยุติธรรมเป็นสำคัญแล้ว ก็ยังคงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติอยู่นั่นเอง ว่าจะให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นไร? ศาลจะมีอำนาจแก้กฎหมายเพื่อปรับใช้แก่คดีนั้นโดยเฉพาะหรือไม่ เพียงใด? 3.เมื่อเกิดความไม่แน่ชัดในการตีความเช่นนี้ ย่อมทำให้บทบัญญัติมาตรานี้ขาดลักษณะสำคัญของกฎหมาย นั่นคือ กฎหมายต้องมีความแน่นอน (Certainty) เป็นการบัญญัติกฎหมายที่มีความบกพร่องอย่างร้ายแรง สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขกฎหมายให้มีความชัดเจนและแน่นอนโดยเร็ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท