
ปลดชนวนร้อน รักษาหลักใหญ่ รธน.
สัญญาณชัดเจนจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเพื่อสรุปประเด็นเสนอความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สัญญาณชัดเจนจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเพื่อสรุปประเด็นเสนอความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา ที่ตั้งโจทย์ใหญ่ไม่ให้รัฐธรรรมนูญใหม่ต้องเสียของ
เริ่มจาก 1.ทำอย่างไรกับผลงาน สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทำแล้ว รัฐบาลต่อไปสามารถสานต่อไปได้ 2.ทำอย่างไรประเทศชาติในอนาคตจะต้องไม่กลับมาขัดแย้ง ต้องไม่ให้เหตุการณ์กลับไปก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 และ 3.ทำอย่างไรให้การเมืองในอนาคตได้พัฒนา ก้าวหน้า และให้ความเป็นธรรม เป็นที่พอใจ
เสียงสะท้อนจาก ครม.ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าสามารถชี้ทิศทางและมีน้ำหนักเพียงพอจะชักจูงให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องรับฟัง
ด้วยสัมพันธ์อันทับซ้อนและกลมกลืนระหว่าง ครม.และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ถูกมองว่าข้อเสนอจาก ครม.ก็เสมือนเป็นข้อเสนอจาก คสช.กลายๆ
หากส่องดูรายละเอียดจะเห็นว่า ประเด็นที่ ครม.เสนอให้ปรับปรุงแก้ไข 100-120 ประเด็น ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องแก้ไขถ้อยคำที่ไม่มีความชัดเจน อาจทำให้เกิดความสับสนตีความ อีกครึ่งเป็นเรื่องเนื้อหา
น่าสนใจตรงเนื้อหาที่ ครม.เสนอให้ทั้งปรับปรุง ตัดออก และทบทวนใหม่ ถูกมองว่าเป็นการช่วย “ปลดชนวนร้อน” ในหลายประเด็นที่ถูกรุมถล่มคัดค้าน และทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับมากขึ้น
ไล่มาตั้งแต่ประเด็นให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนหลังยุบสภา หรือ ครม.พ้นวาระ เพราะเห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี จึงเสนอให้ตัดออก ในแง่ของกรรมาธิการยกร่างฯ อาจพยายามอุดช่องโหว่ไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้าซ้้ำรอยเดิมก่อนวิกฤต 22 พ.ค. 2557 แต่ในทางปฏิบัติการให้ปลัดมารักษาการอาจเปิดช่องไปสู่ปัญหาใหม่ได้
ถัดมาที่อีกประเด็นร้อน คือ มาตรา 181 และ 182 เรื่องให้ฝ่ายบริหารสามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเอง ซึ่งถูกฝั่งการเมืองและกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองถล่มอย่างหนัก เพราะเห็นว่าเป็นการเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารเลี่ยงการตรวจสอบ ชิงจังหวะใช้เสียงในสภาฟอกตัวเอง รวมไปถึงการให้อำนาจเสนอกฎหมายที่รัฐบาลเห็นว่าสำคัญ จนเป็นห่วงว่าอาจซ้ำรอย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ในอดีต
ทั้งสองมาตรานี้ถือเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่จะถูกคัดค้านและจะถูกหยิบยกไปขยายผล จนอาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช.ได้ง่าย
ขณะที่เนื้อหาอีกส่วนที่ทาง ครม.เสนอให้ทบทวน คือ การจัดเลือกตั้งแบบโอเพ่นลิสต์ ซึ่งแม้ฐานคิดจะดีแต่ในทางปฏิบัติอาจสร้างความสับสน และเกิดปัญหากระทบการเลือกตั้งได้ง่าย
ไม่ต่างจากกรณีให้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) จัดเลือกตั้งแทนคณะกรรมการการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ห่วงว่าจะถูกฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งได้ง่าย
รวมไปถึงประเด็นที่มาอำนาจ สว.ให้ออกกฎหมายได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การทบทวนทั้งเรื่องอำนาจการถอดถอน หรือประเด็นที่มา ซึ่งแม้จะปรับให้มีการเลือกตั้งจากลิสต์ที่คัดกรองมาแล้วชั้นหนึ่ง แต่ก็ยังมีเสียง
ไม่เห็นด้วยอยู่ไม่น้อย
อีกประเด็นใหญ่คือหมวดการปฏิรูปที่ ครม.เห็นว่า หากเขียนลงรายละเอียดมากเกินไปจะส่งผลทำให้การปฏิบัติเป็นไปได้ยาก รวมไปถึงหากปฏิบัติไม่ได้ก็จะมีความผิด
หากดูเนื้อหาจากที่ ครม.เสนอ จะเห็นสัญญาณประนีประนอมไม่พยายามเปิดศึกกับฝ่ายต่างๆ มากนัก ทั้งการเสนอให้ทบทวนการควบรวมให้ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ทว่า อีกสัญญาณที่ชัดเจน คือ ในข้อเสนอจาก ครม.ไม่แตะประเด็นโครงสร้างระบบเลือกตั้ง หรือที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปิดช่องให้มาจากคนนอกที่ไม่ได้เป็น สส. หากได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอจากสภา ทั้งที่ประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไม่น้อย
เช่นเดียวกับประเด็นเรื่อง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป” ที่มีเสียงสะท้อนว่าเปิดช่องไว้รองรับการสืบทอดอำนาจ และมีความพยายามเสนอให้ปรับสัดส่วนที่มา หรือบทบาทหน้าที่ แต่ทาง ครม.เสนอเพียงแต่ภาพรวมเรื่องคณะกรรมการที่เกิดขึ้นมาใหม่เกือบ 30 องค์กร ซึ่งเห็นว่าบางส่วนเสนอให้ไปเขียนในกฎหมายลูก หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
สัญญาณทั้งหลายเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า คสช.พยายามจะปลดชนวนร้อนและกระแสคัดค้านที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดแรงเสียดทานจนทำให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องถูกคว่ำไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ที่สำคัญ แม้จะยอมปรับเปลี่ยนในประเด็นร้อนต่างๆ ที่พอจะยอมได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ส่งสัญญาณไม่ไปแตะต้องประเด็นหลักที่เป็นทั้งโครงใหญ่และจุดสำคัญต่างๆ
ทั้งหมดสอดรับกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความกังวลต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะต้องหาแนวทางการขับเคลื่อนปฏิรูปทุกด้าน เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก รวมทั้งมีข้อหลักประกันว่ารัฐบาลต่อไปต้องสานต่อ ไม่ให้ทุกเรื่องที่ทำมาต้องเสียของ







