
เวทีเสวนาเสนอ4ทางแก้โรฮีนจา
ข้อเสนอเวทีเสวนาแนะ 4 ทางออกแก้ปัญหาโรฮีนจาหวังที่ประชุม29พ.ค.นำไปใช้ประโยชน์เสนอยูเอ็นเอชซีอาร์ทำงานร่วมไทย
ข้อเสนอเวทีเสวนาแนะ 4 ทางออกแก้ปัญหาโรฮีนจาหวังที่ประชุม29พ.ค.นำไปใช้ประโยชน์เสนอยูเอ็นเอชซีอาร์ทำงานร่วมไทย
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ชมรมนักข่าวอาเซียน และ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดเสวนา เรื่อง “ชะตากรรมโรฮินจา: ว่าด้วยมนุษยธรรมและหลักการของอาเซียนและสังคมโลก” โดยมีผู้ร่วมเสวนาร่วมอย่าง ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ, นายอับดุล กาลัม ชมรมชาวโรฮินจาแห่งประเทศไทย, นายวินมิตร โยสาละวิน ผู้สื่อข่าวบีบีซี, ภาษาพม่า หลังเกิดเหตุการณ์พบศพชาวโรฮีนจาถูกฆ่าเป็นจำนวนมากแล้วฝังร่างผู้เสียชีวิตบนเขาแก้ว ในพื้นที่ตำบลปาดังเบซาร์ จ.สงขลา
ดร.ศรีประภา กล่าวว่า ชาวโรฮินจามีประชากรอยู่ประมาณ 2 ล้านกว่าคน จำนวน 1 ล้านคนอยู่นอกประเทศ โดยประเทศที่มีชาวโรฮินจาอยู่มาที่สุดคือประเทศซาอุดิอาระเบียกับบังคลาเทศ สำหรับในประเทศเมียนมาร์กลุ่มชาวโรฮินจาจะถูกผลักดันมาโดยตลอด จนต้องมีการหลบหนีออกมาจากประเทศที่อยู่อาศัย โดยมีสาเหตุมาจากชาวโรฮินจาไม่มีสัญชาติทั้งที่แต่เดิมเคยมีกระทั่งเปลี่ยนกฎหมายทำให้พวกเขาขาดสวัสดิการและสิทธิต่างๆ ทำให้ไม่มีเอกสารประจำตัวการเดินทางออกนอกพื้นที่จึงถูกจับกุม
ที่ผ่านมาอาเซียนทำอะไรบ้าง ตนในฐานะผู้แทนประเทศไทยตนได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือไอชาร์ ซึ่งการที่จะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของแต่ละประเทศนั้นไม่สามารถทำได้ และการหยิบยกเรื่องนี้เข้าไปพูดในเวทีไอชาร์ก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งทางไอชาร์เองก็เคยได้รับเรื่องร้องเรียนมา แม้ว่าจะไม่สามารถเข้ามาทำอะไรได้ แต่อย่างน้อยต้องตอบให้ได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ดังนั้นจึงไม่เห็นไอชาร์ออกมาแสดงความเห็นส่วนนี้
ดร.ศรีประภา กล่าวอีกว่า ชาวโรฮินจาทั้งหมดที่เดินทางออกประเทศนั้น ทั้งหมดไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ บางส่วนไม่ใช่โรฮินจา มีชาวบังคลาเทศปะปนมาด้วย ส่วนตัวมีข้อเสนอคือ 1.ต้องการเห็นกลไกอาเซียนโดยเฉพาะไอชาร์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เรื่องมนุษยชนเพียงอย่างเดียว จึงอยากเห็นอาเซียนลุกขึ้นมาพูดในนามของสิทธิมนุษยชน
2.ขณะนี้รัฐบาลไทยจะจัดประชุมเรื่องโรฮินจานั้นถือเป็นเรื่องที่ดีแต่ประเทศไทยช้าไป เพราะอย่างประเทศอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ ประกาศรับให้ความช่วยเหลือไปแล้ว ซึ่งทางประเทศไทยควรเสนอให้การช่วยเหลือเลยทันที 3.รัฐบาลไทยกับประเทศไทยเพื่อนบ้านวางแผนการแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ ส่วนกรณีที่ประเทศไทยตั้งฐานกลางทะเลนั้นไม่เห็นด้วยและถือเป็นสิ่งน่ากลัวอย่างมากอาจดีในมุมหลักสิทธิมนุษยชน แต่ขาดมนุษยธรรม 4.เรื่องแผนการจัดการต้องดำเนินการที่ชัดเจน หวังว่าการประชุมในวันพรุ่งนี้จะได้ผล
“ส่วนเรื่องสถานะนั้นประเทศไทยควรเปิดทางให้ยูเอ็นเอชซีอาร์เข้ามาจัดการเรื่องสถานะของกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมาหลายฝ่ายอาจมองเหมารวมว่าชาวโรฮินจาเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ทั้งที่จริงอาจมีกว่านั้น” ดร.ศรีประภา กล่าว
นายศิววงศ์ กล่าวว่า มิติการมองชาวโรฮินจามีหลายแบบอยู่ที่เราจะเลือกมอง แต่เราควรมองที่มิติการแก้ไขปัญหา บางกลุ่มอาจมองเป็นพวกหัวรุนแรงแต่ถ้าไม่ดึงกลุ่มคนเหล่านี้มาศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ควรหยุดบอกว่าประเทศไทยคือกลางทางของขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งที่เราคือต้นทางของการค้ามนุษย์ ในช่วงที่ 2-3 ปี ที่ผ่านมา เรือหลายลำเดินทางออกจากประเทศไทย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านพบว่ามีผลจากขบวนการของในประเทศไทยเอง เรือที่พบว่าในช่วงปี 2555-2556 มีเรือที่ขนชาวโรฮินจายังน้อย ถัดมาช่วงปี 2556-2557 มีเรื่องเพิ่มขึ้นและขนาดเรือใหญ่ขึ้นรวมถึงการบรรทุกชาวโรฮินจาเพิ่มขึ้นต่อลำมีคนประมาณ 1,000 คน ขบวนการค้าคือปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้คนอพยพออกจากชายแดนประเทศพม่า
“โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนของปีนี้พบว่ามีชาวโรฮินจาเข้ามาแล้วกว่า 2.5 หมื่นคน ปีนี้อาจเพิ่มถึงแสนคนหากไม่หยุดยั้งขบวนการค้ามนุษย์เพิ่มเกือบสองเท่าของปีที่ผ่านมา ข้อจำกัดทางนโยบายของไทยเป็นเหตุของคนจำนวนมากใช้เส้นทางนอกกฎหมาย เรามีกฎหมายพรบ.ป้องกันการค้ามนุษย์และพรบ.ตรวจคนเข้าเมือง แต่ไม่ได้เกินประโยชน์เท่าที่ควร ขณะเดียวกันการให้สถานะกฎหมายของคนเหล่านี้จึงเป็นข้อจำกัด และเป็นความหละหลวมในกฎหมายและนโยบายด้วย” ศิววงศ์ กล่าว
นายศิววงศ์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ดีขึ้นกว่าต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ตนผิดหวังการต่อรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือชาวโรฮินจาที่ลอยลำเรืออยู่กลางทะเลก่อนจะผลักดันออกไป ไม่ใช่การทำเพื่อเอาหน้าเท่านั้น ทั้งที่จริงเราสามารถช่วยเหลือคนเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับประเทศอินโดนิเซียและมาเลเซียกับให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นหากไม่มีการจัดการที่ดีในปีนี้หรือปีหน้าปัญหาดังกล่าวอาจกลับมาอีกครั้ง
“ช่วง 2-3 ปี การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าขอนายกได้อยากให้ใช้ม.44 ประกาศให้ยูเอ็นเอชซีอาร์ เข้ามาทำงานร่วมกับ ตม.ไทย และดูแลเรื่องบสิทธิทางสถานะทางบุคคลเพื่อช่วยประเทศไทยแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้วย” เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าว
นายอับดุล กล่าวว่า ปัญหาชาวโรฮินจาตนเคยยื่นเรื่องให้รัฐบาลแก้ไขในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เรื่องเงียบไป การค้ามนุษย์มีอยู่ใน 3 ระดับ 1.เต็มใจมา 2.ถูกหลอกลวงมา 3.ถูกลักพาตัวมา ส่วนกลุ่มนายหน้า 4 ระดับ 1.นายหน้ากลุ่มในประเทศบังคลาเทศและรัฐยะไข่ ได้หัวละ 3,000 บาท 2.นายหน้ากลุ่มในจังหวัดสงขลา 3.นายหน้ากลุ่มที่ดูแลอาหารการกินเป็นคนไทย และ4.นายกลุ่มชาวโรฮินจาและบังคลาเทศโทรศัพท์รีดไถ่เงิน
“ต้องจับนายหน้าค้าชาวโรฮินจาให้หมดสิ้นจึงจะจัดการขบวนการค้ามนุษย์ได้ เชื่อว่าประเทศไทยมาถูกทางแล้วแต่ไม่ทราบว่าอนาคตจะจบอย่างไรและมีรูปธรรมแค่ไหน” อับดุล กล่าว
วินมิตร ระบุว่า แต่ละประเทศมองปัญหาแตกต่างกัน ความเป็นมุสลิม ชนกลุ่มน้อย ความเป็นสัญชาติ การหนีออกจากประเทศ ต้องมองควบคู่กันไป ตนเข้าใจว่ารัฐบาลไทยพยายามแก้มาโดยตลอด แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะไทยและพม่าเท่านั้น รวมถึงปัญหาทางชายแดน มีชนกลุ่มน้อยหนีออกมาด้วย ไม่ใช่ชาวโรฮินจา มันมีปัญหาเรื่องสัญชาติ เศรษฐกิจ ความเป็นมุสลิม ชนกลุ่มน้อยการสู้รบ หาเพิ่มสัญชาติโรฮินจาเพิ่มเข้าไปในจำนวน 135 กลุ่มอีกของพม่า ต้องให้สิทธิคนกลุ่มชนกลุ่มน้อย พม่าต้องให้สิทธิ์เขาหลายๆ อย่าง
นายวินมิตร กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหามาถูกทางแล้ว ถ้าคนไทยไม่ใจดี แรงงานต่างด้าวกว่า 3-4 ล้าน คงไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ ปัญหาเหล่านี้ จะแก้ไขได้นั้น ชาวโรฮินจาต้องยอมรับสัญชาติก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องเชื้อชาติ เพราะประเทศพม่าเป็นประเทศที่กำลังเปิด แม้รัฐบาลพม่าจะยอมรับแต่ประชาชนพม่า 99.9 เปอร์เซ็นต์ ไม่ยอมรับ รัฐบาลจึงทำไม่ได้
“ ความเป็นสัญชาติสำคัญกว่าไหม หรือเชื้อชาติสำคัญกว่า ถ้าสัญชาติมาก่อนปัญหาเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้น การเดินทางก็สามารถทำได้เพราะมีสัญชาติแล้ว เชื่อว่าการพิสูจน์สัญชาติทำได้อย่างแน่นอน แม้ไม่มีเอกสารก็ทำได้ ส่วนเรื่องเชื้อชาติรณรงค์ที่หลังได้ บางคนเรียกผมว่าไอ้ดำไอ้มืดก็ไม่เป็นไร แต่ผมคือวินมิตร พม่าเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้เข้ามาจากบังคลาเทศจึงเป็นข้อโต้เถียงกัน โดยไม่มีหลักฐาน พม่าจะพิสูจน์สัญชาติปีละ 2 ครั้ง ทุกช่วง 6 เดือน ทำตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน” นายวินมิตร ระบุ







