posttoday
ส่งออก-สินเชื่อฟื้นโคม่า จับตาดูฝีมือ รบ.ครึ่งปีหลัง

ส่งออก-สินเชื่อฟื้นโคม่า จับตาดูฝีมือ รบ.ครึ่งปีหลัง

28 พฤษภาคม 2558

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่เด่นชัดนัก แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นที่น่าดีใจได้อย่างหนึ่งว่า สัญญาณเศรษฐกิจในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาเริ่มปรับตัวดีขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ย่ำแย่น้อยลง

ส่วนเงินให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ 14 แห่ง ณ สิ้นเดือน เม.ย. ขยายตัวดีขึ้น 4.17% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเพิ่มขึ้น 5.65 หมื่นล้านบาท เป็น 10.19 ล้านล้านบาท

แม้จะทยอยปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน แต่อัตราเร่งขึ้นเมื่อเทียบจากสิ้นปี 2557 ถือว่าดีที่สุด โดยขยายตัวขึ้น 0.66% จากที่โตเพียง 0.1% ในเดือน มี.ค. และติดลบอยู่ 0.41% ในเดือน ก.พ. นำโดยการให้สินเชื่อในภาคธุรกิจของกลุ่มแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ กสิกรไทย และกรุงศรีอยุธยา

ในขณะที่ตัวเลขการส่งออกเดือน เม.ย. แม้จะติดลบ 1.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากที่เคยติดลบถึง 4.45% ในเดือน มี.ค. และลบ 6.14% ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งดีขึ้นกว่าที่ทุกสำนักวิเคราะห์คาดการณ์กันเอาไว้ นำโดยการส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 20% รวมถึงรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ โดยมีตลาดสหรัฐส่งออกเพิ่ม 8.4% จีนกลับมาเพิ่ม 1.1% อินเดีย 5.7% และกลุ่มซีแอลเอ็มวี 3.5%

อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่เริ่มผงกหัวขึ้นเหล่านี้ ก็ยังไม่ใช่เครื่องรับประกันได้ถึงความต่อเนื่องว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 2 เรื่อยไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2558 จะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่

ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ยังคงมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายของภาคเอกชนเป็นหลัก เนื่องจากภาคการส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วนถึงราว 60-70% ยังคงเจอแรงกดดันของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะแรงฉุดจากกลุ่มประเทศคู่ค้ารายใหญ่อย่างสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนลบ 5

สิ่งที่พอจะฝากความหวังถึงการส่งออกในครึ่งปีหลังนี้ได้ คงจะมีเพียง 2 เรื่องหลักๆ คือ แนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่คาดว่าจะเริ่มขยับตัวขึ้นตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป และการฟื้นตัวมากขึ้นของตลาดสหรัฐและจีน โดยเฉพาะรายหลังนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขส่งออกไปจีนเดือน เม.ย. สามารถเด้งกลับมาเติบโตได้เป็นครั้งแรกในปีนี้ 1.1% หลังจากที่ติดลบต่อเนื่องมานานหลายเดือน และคาดว่าไทยอาจจะได้อานิสงส์จากจีนต่อเนื่องอีก เนื่องจากรัฐบาลจีนเริ่มปรับเปลี่ยนท่าทีจากนโยบายโตอย่างสมดุลและคุมคอร์รัปชั่นเข้มงวด หันมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ทั้งในด้านการเงินและการคลัง จากการหั่นดอกเบี้ยไป 3 ครั้งในปีนี้ และประกาศโครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์ไปนับล้านล้านหยวน    

แต่ปัญหาที่ยังกดดันส่งออกไทย ก็ยังคงเป็นสินค้ากลุ่มเดิมอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ ที่หลายสำนักวิเคราะห์ยังไม่เห็นแนวโน้มการฟื้นตัวของราคาสินค้าเกษตรที่ชัดเจน และอีกความเสี่ยงก็ยังคงเป็นความผันผวนของค่าเงินในภูมิภาค ที่จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยด้วย เพราะแม้จะลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วถึง 2 รอบก็ตาม แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยหลายตัว ก็ทำให้เงินบาทไม่อาจอ่อนค่าลงไปกว่าหลายประเทศคู่แข่ง ที่ต่างก็พร้อมงัดนโยบายการเงินมาสู้เช่นกัน เช่น เวียดนาม ที่ลดค่าเงินไปแล้วถึง 3 ครั้งในรอบกว่า 1 ปี

ดังนั้น ความหวังที่เป็นไปได้มากกว่าจึงยังคงอยู่ที่การเบิกจ่ายงบประมาณและโครงการลงทุนของรัฐ และจำเป็นต้องออกมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างตามที่รัฐบาลเคยรับปากเอาไว้ภายในปี 2558-2559 ด้วย เพื่อรับประกันได้ว่าจะมีเม็ดเงินไหลเวียนในระบบจริง โดยเฉพาะงบลงทุนที่ยังเบิกจ่ายไปได้เพียง 30% ใน 2 ไตรมาสที่ผ่านมาของปีงบประมาณ 2558 เท่านั้น ต้องเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้า 80% ซึ่งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเอกชนที่ยังวิตกกับการค้าการส่งออกของประเทศ จะไม่ขยับตัวหากไม่เห็นการนำของภาครัฐอย่างแท้จริง

จากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยเดือน เม.ย. ครอบคลุม 43 กลุ่มอุตสาหกรรม จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่า ความเชื่อมั่นเดือน เม.ย. กลับดิ่งลงมาต่ำสุดในรอบ 7 เดือน อยู่ที่ 86.2 ลดลงจาก 87.7 ในเดือน มี.ค. และเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยมีปัจจัยลบสำคัญมาจากภาคการส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงอัตราการแลกเปลี่ยนที่ยังคงผันผวน

ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร ได้ระบุเอาไว้ว่า งบลงทุนปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท/ปีนั้น เป็นสัดส่วนเพียง 4% ของจีดีพี หรือคิดเป็นการส่งออกเพียง 1 เดือน ดังนั้น การลงทุนของรัฐจึงต้องคาดหวังให้มีอิมแพ็กมากพอที่จะนำให้ภาคเอกชนลงทุนตาม

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้เร่งการเบิกจ่ายเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายสูง เพื่อกระจายเงินให้ไหลสู่ระบบมากที่สุด ภายใต้การคาดหวังว่า ปีนี้จะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนและงบลงทุนพิเศษ ทั้งจากโครงการไทยเข้มแข็ง 1.5 หมื่นล้านบาท และงบลงทุนซ่อมสร้างถนน และบริหารจัดการน้ำ 4 หมื่นล้านบาท ได้หมดใน 1 ปี ในขณะที่รัฐบาลยังมีโครงการลงทุนวงเงินรวมประมาณ 1.75 ล้านล้านบาท ที่เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในปี 2558-2559 เช่น โครงการลงทุนระบบราง มอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง รถไฟฟ้า สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 และการลงทุนด้านไอที ซึ่งเอกชนกำลังรอให้โครงการมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาทเหล่านี้ ผ่านกระบวนการออกมาเป็นความจริงได้เร็วที่สุดอยู่

ที่สำคัญ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในประเทศ ยังเป็นการช่วยหนุนทางอ้อมต่อภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ย่ำแย่มาตั้งแต่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะการบริโภคในประเทศที่ย่ำแย่ลงจากภาวะหนี้ครัวเรือนกดดันอีกด้วย โดยภาคเอสเอ็มอียังพอประคองตัวอยู่ได้บ้างหลังจากที่รัฐบาลให้นโยบายผ่านแบงก์รัฐให้อัดสินเชื่อ และขอความร่วมมือจากแบงก์พาณิชย์ ซึ่งช่วยออกมาตรการภายในประคองลูกค้าเดิม เช่น การพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย ให้คำปรึกษา และเพิ่งช่วยส่งผ่านนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ไปเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำได้เพียงช่วยประคองไม่ให้ล้มเท่านั้น ไม่สามารถหวังได้ว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีในภาพรวมขยายตัวได้ดีขึ้นแต่อย่างใด 

สัญญาณเศรษฐกิจที่เริ่มผงกหัวให้เห็นในขณะนี้ จึงยังต้องรอความต่อเนื่องชัดเจนจากภาครัฐ และฝีมือในการบริหารจัดการและการแข่งขัน ก่อนจะวางใจว่าเศรษฐกิจปลายปีนี้จะฟื้นจากปลายอุโมงค์ได้อย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน