
ทำความเข้าใจนโยบาย ‘เจ็บป่วยฉุกเฉิน ดีทุกสิทธิ’
การเจ็บป่วยฉุกเฉินเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด ผู้ป่วยไม่มีทางเลือกในการไปรักษากับโรงพยาบาลหรือหมอคนไหนได้ รัฐจึงสมควรในการให้การดูแล คุ้มครองในฐานะสิทธิด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานอันจำเป็นอย่างเท่าเทียม
การเจ็บป่วยฉุกเฉินเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด ผู้ป่วยไม่มีทางเลือกในการไปรักษากับโรงพยาบาลหรือหมอคนไหนได้ รัฐจึงสมควรในการให้การดูแล คุ้มครองในฐานะสิทธิด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานอันจำเป็นอย่างเท่าเทียม
อันที่จริงในรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ได้มีการให้ความสำคัญเรื่องนี้ จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน 2551 ออกมาเพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแล คุ้มครองความปลอดภัย ซึ่งมีหลักการให้ปฏิบัติกำหนดไว้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดไม่ให้มีการปฏิเสธ โดยนำประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายมาเป็นเหตุที่จะไม่ดูแลรักษาอย่างเต็มขีดความสามารถ นั่นยังไม่รวมไปถึงจรรยาบรรณ คุณธรรม มนุษยธรรมที่พึงมีด้วย
แต่ในทางปฏิบัติเมื่อมาโยงกับในโลกแห่งความเป็นจริงว่าการทำอะไรทุกอย่างมีต้นทุน ทำให้หลักการกับชีวิตจริงต้องมาสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นให้ได้
เมื่อมีการประกาศนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน” คนทั่วไปจดจำได้เพียงฟรีและไปที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะใช้สิทธิตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์หลัก คือ เจ็บป่วยฉุกเฉินไปรักษาได้ทุกที่ โดยเฉพาะเมื่อจะเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งมีการกำหนดว่าเป็นผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สัญลักษณ์“สีแดง” ตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศโดยคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินเท่านั้นที่จะครอบคลุมอยู่ตามนโยบายนี้
แต่ก็มีผู้ไม่เข้าใจจำนวนมาก ทั้งผู้ป่วยและผู้ให้การดูแลรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ได้เข้าร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
จากการที่นโยบายนี้ได้เน้นไปกับโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่เข้าร่วมในทั้งสามระบบ และมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบออนไลน์ เพื่อให้สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกรณีดังกล่าวนี้ให้สะดวก จึงทำให้นโยบายนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกย่อๆ ว่า“EMCO”
การที่นิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีการรับรู้ที่แตกต่างกันของผู้ป่วยและแพทย์ ทำให้มีปัญหาการดำเนินการตามนโยบาย รวมไปถึงการที่โรงพยาบาลเอกชน EMCO ไม่เคยอยู่ในระบบ จึงไม่ทราบขั้นตอน วิธีปฏิบัติ ยิ่งไปกว่านั้นอัตราจ่ายที่กำหนดก็ไม่เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต
นำมาซึ่งการเรียกเก็บเงินทั้งบางส่วนหรือทั้งหมดจนกว่าจะได้รับคืนจาก สปสช. ทำให้ผู้ใช้บริการ EMCO ได้รับความเดือดร้อน และมีเรื่องร้องเรียนให้ตัดสินในภายหลังจำนวนมาก
แต่แม้จะมีความสับสนและอุปสรรค ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ในเดือน พ.ค. 2555 ก็ยังพบว่านโยบายดังกล่าวสามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินแก่ประชาชน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีโรงพยาบาลเอกชนเป็นผู้ให้บริการหลัก โดยประชาชนผู้รับบริการมีความพึงพอใจต่อนโยบายเป็นอันดับหนึ่ง ในบรรดานโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลในยุคนั้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันได้สานต่อนโยบายโดยปรับชื่อเป็น “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ” เพื่อเปลี่ยนความสนใจไปเป็นการได้รับการดูแลอย่างดีแทนเรื่องฟรี โดยหวังว่าอุปสรรคทั้งหลายที่เคยมีจะได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด จากประเด็นที่ทำให้คนเข้าใจว่าเข้าไปรักษาที่ไหนก็ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนเจ้าภาพหลักมาเป็นสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ตามที่ พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉินให้อำนาจไว้ ทิศทางที่จะมีความชัดเจนขึ้นนี้ที่สำคัญคือระบบ Preauthorization คือ การมีการตัดสินว่าการไปรักษาที่โรงพยาบาลในครั้งนั้นๆ ฉุกเฉินจริงหรือไม่ ระบบนี้จะมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินที่เรียกว่า “แพทย์อำนวยการ” ให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงกำหนดให้มีการตอบการปรึกษาไปที่โรงพยาบาลภายใน 15 นาที
แพทย์อำนวยการนี้ นอกจากจะลดความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างแพทย์ที่รักษา ผู้ป่วย และกองทุนสุขภาพที่จ่ายเงินแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้กับโรงพยาบาลว่าจะได้รับค่าใช้จ่ายคืน นำมาซึ่งการที่ผู้ป่วยไม่ต้องถูกเรียกเก็บเงินไว้เป็นประกันเช่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการกำหนดอัตราราคาที่เหมาะสมซึ่งหมายถึงไม่ได้คิดจะสร้างกำไรและไม่สร้างการขาดทุนให้กับโรงพยาบาลก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ดี
“แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน” ถือเป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่งที่มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤต แล้วส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ อีกที อย่างไรก็ตาม แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในประเทศไทยยังมีจำนวนไม่มาก ดังนั้นไม่ใช่ห้องฉุกเฉินของทุกโรงพยาบาลจะมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง จะต้องมีการส่งเสริมการผลิตและจัดการห้องฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น ระบบแพทย์อำนวยการที่วางไว้เป็นเรือธงของการคัดแยกระดับฉุกเฉิน จึงต้องประสานงานอย่างดีระหว่างแพทย์ที่ดูแลรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล กับแพทย์อำนวยการที่ สพฉ.วางไว้เป็นกรรมการชี้ระดับความฉุกเฉิน เพื่อมิให้กระทบกับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที
สิ่งที่ต้องตามต่อก็คือ การกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในโรงพยาบาล ให้เป็นส่วนสำคัญที่ สพฉ.จะต้องเร่งดำเนินการกำหนดและสร้างความเข้าใจ ควบคู่ไปกับการสื่อสารให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ระบบไปด้วย เรื่องนี้แม้จะยังไม่มีนโยบายชัดเจน แต่ก็ถูกกำหนดอำนาจหน้าที่หนึ่งของ สพฉ.อยู่แล้ว ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่คนไทยจะได้ยกระดับความรู้ความเข้าใจว่าแบบใดเป็นเรื่องฉุกเฉินที่ต้องกังวล ป้องกัน แบบใดเป็นเรื่องที่จะสามารถดูแลตัวเองได้ก่อนที่จะมีทีมแพทย์ฉุกเฉินมาถึง
การพัฒนายกระดับให้ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลมีคุณภาพได้ตามหลักเกณฑ์เป็นอีกมิติหนึ่งที่จะสร้างความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะไปเกิดเหตุฉุกเฉินที่ใด จะถูกนำส่งเข้าไปโรงพยาบาลแล้วจะได้รับการดูแลเบื้องต้นช่วงวิกฤตอย่างดี พร้อมนำส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีความสามารถเหมาะสมอย่างทันท่วงทีด้วย
ผลสำเร็จของการปรับชื่อนโยบาย เปลี่ยนเจ้าภาพหลัก และกำหนดจุดเน้นของนโยบายนี้ใหม่จะเป็นอย่างไร ก็ต้องรอดูเมื่อทุกอย่างลงตัว ผ่านจากระยะเตรียมการสู่ระยะลงมือจริง ทั้งนี้ เพื่อคืนความสุขให้ผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างแท้จริง







