
ช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัว
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
22 พ.ค. 2558 ครบ 1 ปีที่ คสช.ยึดอำนาจและเข้ามาบริหารประเทศ หัวหน้า คสช.เพิ่งออกมาแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนทำจะต้องบอกว่ามีความสำเร็จหรือมีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองไปแล้วหลายเรื่อง ส่วนฝ่ายตรงข้ามก็ต้องบอกว่า คสช.และรัฐบาลชุดนี้บริหารไม่ประทับใจ แต่ไม่ได้บอกว่า ถ้าจะให้ประทับใจนั้นต้องบริหารแบบไหน
ในเมื่อคนทำก็บอกว่าตัวเองทำดี ประสบความสำเร็จ ฝ่ายตรงข้ามกลับบอกว่า ทำงานไม่เอาไหน ดังนั้นประชาชนซึ่งเป็นคนดูและได้รับผลโดยตรงจากการทำงานของ คสช.ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นคนประเมินได้ดีที่สุดว่าผลงาน คสช.ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง วิธีหนึ่งที่ใช้ในการตรวจสอบความพึงพอใจของประชาชนกระทำผ่านการสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศโดยการสุ่มตัวอย่าง จัดทำโดยสำนักโพลของมหาวิทยาลัยต่างๆ
สวนดุสิตโพลเพิ่งสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศโดยการสุ่มตัวอย่าง สอบถามประชาชนทั้งที่สมหวังและผิดหวัง เรื่องไหนที่ คสช.ทำดีแล้ว เรื่องไหนยังทำไม่ดี ดีกว่าหรือแย่กว่ารัฐบาลที่ผ่านมา และอยากให้ คสช.ทำอะไรต่อไปในปีที่ 2 สำหรับโพลสำนักอื่นที่จะทยอยออกมา ผลคงไม่แตกต่างจากนี้นัก นอกจากนั้น เมื่อสอบถามเพื่อนฝูงคนรู้จักทุกระดับทั้งคนมีเงิน ชนชั้นกลาง และคนชั้นล่าง ทั้งหมดมีความเห็นสอดคล้องกับสวนดุสิตโพล
สรุปว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 8 ใน 10 คน พอใจกับการทำงานของ คสช. โดยเฉพาะการจัดการปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการชุมนุมเดินขบวนก่อความวุ่นวายหรือใช้ความรุนแรงจนก่อให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน เอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างน้อยก็ตั้งใจที่จะทำ ลงโทษทางวินัยกับข้าราชการโกงที่คนพวกนี้อาจถูกดำเนินคดีอาญาและแพ่งต่อไป มีการจัดระเบียบสังคมด้านต่างๆ ปราบปรามกลุ่มมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ชดเชยเงินจำนำข้าวแก่ชาวนาที่รัฐบาลชุดก่อนติดค้างไว้จำนวนมาก และหาทางช่วยเหลือราคาสินค้าเกษตร ประชาชนเห็นว่า ที่ คสช.ทำได้เพราะทหารทำงานรวดเร็ว เด็ดขาด จริงจัง
ประเด็นที่ประชาชนยังไม่พอใจ คือ 7-8 ใน 10 คนต้องการให้รัฐบาลทุ่มความพยายามมากขึ้นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สินค้าราคาแพง ค่าครองชีพสูง ช่วยเหลือเกษตรกรเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ ประชาชนไม่พอใจต่อการแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะยังปรากฏความรุนแรงอยู่ และเห็นว่า คสช.ต้องสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศมากกว่านี้
สรุปแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า คสช.และรัฐบาลประยุทธ์ทำดีกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น แม้บางอย่างยังแก้ไม่ได้ เช่น ปัญหาปากท้องของประชาชน แต่ก็ใส่ใจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนจุดที่ คสช.ถูกโจมตีเรื่องไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จำกัดสิทธิเสรีภาพนั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะ คสช.มาจากการยึดอำนาจในช่วงเวลาที่ไม่ปกติเช่นนี้ คสช.ย่อมไม่ปล่อยให้คนเคลื่อนไหวตามอำเภอใจและนำไปสู่ความขัดแย้งเช่นห้วงเวลาก่อนยึดอำนาจ
การมองว่า คสช.ทำงานได้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ต้องดูสถานการณ์เปรียบเทียบช่วงก่อนและหลัง 22 พ.ค. 2557 การที่ คสช.สามารถนำความสงบสุขกลับคืนมาให้กับสังคมไทยอีกครั้ง ถือว่าเป็นความสำเร็จชัดเจนที่ประชาชนมองเห็นและสัมผัสได้ การฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง คสช. ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญลำดับต้นๆ และไม่มีการประนีประนอมในประเด็นนี้ เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยก็สามารถดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาอื่นๆ ได้ รวมทั้งการวางกติกาของบ้านเมืองใหม่ในการฟื้นฟูประเทศระยะต่อไป การออกแบบอนาคตของประเทศ การวางฐานรากประเทศให้มั่นคง แข็งแรงปูทางไปสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพื่อให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งมารับต่อ เป็น “ช่วงเวลาเตรียมตัว” ที่บางทีก็มีความจำเป็นต้องชี้แนะประชาชนสำหรับประชาธิปไตยแท้จริงด้วย
คสช.ต้องการวางอนาคตของประเทศที่แข็งแกร่ง มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน คนไทยคงไม่ต้องการเห็นประเทศกลับไปสู่วังวนเดิมๆ อีก 1 ปีที่ผ่านมา คสช.สามารถดับไฟที่กำลังลามบ้านได้แล้ว ขณะนี้เร่งวางฐานรากของบ้านให้แข็งแกร่ง มั่นคง อย่างยั่งยืน สร้างรัฐธรรมนูญที่รัดกุม เหมาะสมกับเงื่อนไขสังคมให้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤต ให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ให้เกิดดุลยภาพระหว่างอำนาจ ทำให้ประชาธิปไตยมี “คุณภาพ” ไม่ใช่เป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น สร้างวิสัยทัศน์ใหม่ประชาธิปไตยไทยให้เกิดขึ้นจงได้ ตามแบบที่สถาปนิก คสช.ร่างและวิศวกรคำนวณไว้ดีแล้วตามสภาพภูมิอากาศ ภูมิสังคม วัฒนธรรมของคนไทย
คสช.พยายามหารูปแบบการปกครองที่เหมาะสมและพึงปรารถนา สอดคล้องกับวัฒนธรรมของประเทศ ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพจะมาถึงในเวลาอันเหมาะสม เราไม่สามารถเร่งวันเร่งคืนได้ เพราะในโลกนี้ไม่มีปุ๋ยประชาธิปไตย และอย่าไปกังวลต่อแรงกดดันจากต่างประเทศที่เร่งรัดจนเกินเหตุ
อนาคตของประเทศอยู่ที่คนไทยทุกคน กติกาของบ้านเมืองไม่ว่าจะออกแบบมาดีอย่างไร หากคนไม่เคารพกฎหมาย กติกาบ้านเมือง ประเทศก็กลับเข้าวังวนเดิม สังคมจะดีได้ก็เพราะได้คนดี ไม่ต้องดีมาก เอาแค่ดีพอควร ไม่ทำชั่วก็ใช้ได้แล้ว ดังนั้นบรรดาพลเมืองที่เป็นใหญ่ทั้งหลายต้องปรับตนเองให้พร้อมที่จะรับประชาธิปไตยใหม่ที่มีคุณภาพด้วย







