
ศก.เกิดใหม่ ยังเสี่ยง หนี้พุ่ง-มุ่งส่งออก ฉุดทุนไหลออก
การต้องเผชิญสถานการณ์ทุนไหลออกอย่างรุนแรงในช่วงกลางปี 2013 หลังจากที่ เบน เบอร์แนนคี อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงท่าทีว่าเฟดจะยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) กลายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบในขณะนั้นได้อย่างดีเยี่ยม
การต้องเผชิญสถานการณ์ทุนไหลออกอย่างรุนแรงในช่วงกลางปี 2013 หลังจากที่ เบน เบอร์แนนคี อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงท่าทีว่าเฟดจะยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) กลายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบในขณะนั้นได้อย่างดีเยี่ยม
ในปีนี้เมื่อเฟดมีท่าทีจะเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเตรียม “ตั้งการ์ด” ไว้อย่างดี จน สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองผู้ว่าการคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายของเฟด (เอฟโอเอ็มอี) แสดงความเห็นว่าตลาดเกิดใหม่พร้อมรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดแล้ว
โดย ฟิชเชอร์ ให้เหตุผลว่า มาตรการเตรียมรับมือสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีความคืบหน้าอย่างมาก ทั้งการลดเงินเฟ้อ ความพยายามในการลดสัดส่วนหนี้สาธารณะของรัฐบาล และการเก็บสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมถึงการปรับกฎเกณฑ์ทางการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ย่อมทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้รับผลกระทบจากภาวะทุนไหลออกน้อยลง ดังนั้นความผันผวนของค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อาจจะไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงกลางปี 2013 และต้นปี 2014
ทั้งนี้ เฟดใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายผ่านการใช้คิวอีและนโยบายดอกเบี้ยต่ำมาตั้งแต่การปะทุของวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ตลาดเกิดใหม่ได้อานิสงส์จากสภาพคล่องจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้ามาหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ในทางกลับกัน เมื่อผ่านมาได้ 5 ปี และเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นส่งผลให้เฟดเริ่มกลับมาใช้นโยบายทางการเงินแบบเข้มงวด โดยได้ยุติการใช้คิวอีไปแล้วเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นลำดับต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐฟื้นตัวและทุนที่เคยไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ก่อนหน้านี้จะเกิดภาวะไหลกลับไปยังสหรัฐอีกครั้ง
แน่นอนว่าถึงแม้ตลาดเกิดใหม่จะเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ดีสักแค่ไหน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีรอยรั่วที่อุดไม่อยู่สองประการด้วยกัน ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่แก้ไม่ได้ของโครงสร้างเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ 1.ภาวะแบกรับหนี้ปริมาณมหาศาล และ 2.การพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์มากเกินไป
ประการแรกนั้น การไหลเข้าของทุนจำนวนมหาศาลนอกจากจะส่งผลดีเพราะทำให้เอเชียมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาในขณะนั้นแล้ว ยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือเอเชียต้องแบกรับหนี้ในปริมาณมหาศาลไปด้วยเช่นกัน
การแบกรับภาระหนี้ในปริมาณมากทำให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน และการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดก็กำลังจะกลายเป็นตัวจุดชนวนที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น
เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐจะเป็นการดูดสภาพคล่องออกจากประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นการบังคับทางอ้อมให้สถาบันการเงินภายในประเทศจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อสกัดการไหลออกของทุน ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็จะทำให้ลูกหนี้ต้องแบกรับการชำระดอกเบี้ยมากกว่าช่วงที่กู้มา
ยิ่งไปกว่านั้น หากในกรณีที่เงินกู้อยู่ในรูปแบบของสกุลเงินเหรีญสหรัฐ การชำระหนี้ย่อมทำได้ยากขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากภาวะทุนไหลออกจะทำให้ความต้องการสกุลเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มและความต้องการสกุลเงินท้องถิ่นลดลง ส่งผลให้สกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่า
ภาวะที่สกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลงหมายความว่า ต้องใช้เงินสกุลท้องถิ่นจำนวนมากขึ้นในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งพูดอีกนัยหนึ่งคือลูกหนี้ต้องมีเงินในมือมากขึ้นสำหรับการชำระหนี้ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐนั่นเอง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงทำให้การชำระหนี้ลำบากยิ่งขึ้นเช่นกัน
ทุกวันนี้ประเทศที่น่าวิตกว่ามีโอกาสผิดนัดชำระหนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น จีน ที่ผลสำรวจล่าสุดของแมคคินซีย์ พบว่าจีนมีสัดส่วนหนี้ทั้งประเทศพุ่งไปอยู่ที่ราว 282% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังมีโอกาสที่สัดส่วนหนี้จะสูงกว่านี้อีกหากเศรษฐกิจจีนยังเติบโตในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษเช่นนี้
ขณะที่รัฐบาลจีนกำลังพยายามอย่างหนักที่จะกู้สถานการณ์ โดยล่าสุดคณะกรรมาธิการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ได้ปรับลดการกำหนดสัดส่วนหนี้ต่อสินทรัพย์ของบริษัทระดมทุนของรัฐบาลท้องถิ่น (แอลจีเอฟวี) ลงเหลือ 65% เพื่อให้ระบบสินเชื่อมีสภาพคล่องมากขึ้น หลังจากที่ธุรกิจจีนอย่างบริษัททำขวด จูไฮ่ จงฟู เอ็นเตอร์ไพรซ์ รวมถึงคราวด์ ไลฟ์ สุ่มเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้เนื่องจากขาดแคลนสภาพคล่อง และเทคโนโลยี กรุ๊ป และเป่าติง เทียนเหว่ย กรุ๊ป ที่ผิดนัดชำระหนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ประการต่อมา คือภาวะพึ่งพาสินค้าส่งออกที่มีความหลากหลายน้อยเกินไป ซึ่งเกิดขึ้นมากในประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก เช่น อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา มาเลเซีย รัสเซีย และบราซิล ซึ่งการเตรียมใช้นโยบายการเงินเข้มงวดของเฟดก่อนหน้านี้เมื่อปี 2013 ทำให้สกุลเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้มีความผันผวนอย่างยิ่งจากภาวะทุนไหลออก
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ค่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้จะสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะผันผวนอีกครั้งหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้จะมีความพยายามในการเตรียมตัวเพื่อป้องกันผลกระทบจากการทุนไหลออกมากเพียงใด แต่ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาสินค้าส่งออกไม่กี่ชนิด ทำให้มีความสุ่มเสี่ยงที่จะขาดดุลการค้าและมีอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างสูง
เมื่อเฟดเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยซึ่งจะทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า และยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังตกต่ำทั่วโลกเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดภาวะขาดดุลการค้าและส่งผลให้สกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลงอีก ยิ่งทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องรีบแลกเงินกลับเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากกังวลว่าจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดต่ำลง
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงในกรณีนี้มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มประเทศที่เรียกว่า “กลุ่มประเทศอ่อนไหวทั้ง 5” ได้แก่ อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ อินเดีย บราซิล และตุรกี ซึ่งทั้ง 5 ประเทศเคยเผชิญกับภาวะสกุลเงินอ่อนค่าอย่างรุนแรงมาแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ทุนไหลออกหลังจากประกาศลดการใช้คิวอีของเฟดเมื่อต้นปี 2014 ที่ผ่านมา
เพราะฉะนั้น แม้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเตรียมตัวรับภาวะทุนไหลออกดีสักแค่ไหน แต่หากยังไม่สามารถแก้โจทย์ทั้งสองประการ คือ การแบกรับภาระหนี้มหาศาล หรือการพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ได้ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาวะทุนไหลออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากเป็นเช่นนั้นวิกฤตค่าเงินผันผวนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ช่วงปี 2014 จะหวนกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน







