
จี้รัฐจัดโซนนิ่งท่องเที่ยว ก่อนทุบหม้อข้าวตัวเอง
นักอนุรักษ์เมืองกาญจน์เรียกร้องรัฐจัดโซนนิ่งท่องเที่ยวก่อนทุบหม้อข้าวตัวเอง
นักอนุรักษ์เมืองกาญจน์เรียกร้องรัฐจัดโซนนิ่งท่องเที่ยวก่อนทุบหม้อข้าวตัวเอง
นางทิวาพร ศรีวรกุล ประธานเครือข่ายป่าต้นน้ำจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า อยากให้หลายหน่วยงานออกมาจัดระเบียบการท่องเที่ยวเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการภาคเอกชนได้สร้างที่พักในน้ำ การล่องแพพัก แพท่องเที่ยว รวมทั้งมีการเล่นเจ็ทสกีและสกู๊ดเตอร์ บริเวณมัลดิฟเมืองไทยในบริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและก่อปัญหาท่องเที่ยวได้
ทั้งนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการมีแนวคิดที่อยากจะทำให้แหล่งท่องเที่ยวมีลักษณะแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท โดยต้องการรองรับนักท่องเที่ยวที่ชอบชื่นชมกับธรรมชาติ และอีกส่วนหนึ่งก็รองรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความบันเทิงต่างๆ ซึ่งแท้ที่จริงความบันเทิงเหล่านั้นไม่ควรที่จะมีไว้บริการในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ เช่น เจ็ทสกี สกู๊ดเตอร์ แพเธค เพราะเป็นการสร้างมลภาวะให้กับแหล่งท่องเที่ยว
ฉะนั้นตนมองว่าเราควรจะต้องกำหนดโซนนิ่งของแหล่งท่องเที่ยวให้มีหลายระดับและหลายประเภท โดยการจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวให้เป็นไปตามบริบทของสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งนั้นๆ เช่น ป่าใหญ่ก็ต้องเป็นเรื่องของความเงียบสงบและเป็นธรรมชาติ และถ้าต้องการความบันเทิง เช่น เจ็ทสกี ก็ควรจะจัดให้อยู่ในบริเวณหาดทรายท่าล้อ อ.ท่าม่วง หรือพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความบันเทิงอยู่แล้ว ซึ่งการจัดโซนนิ่งแหล่งท่องเที่ยวจะทำให้แหล่งท่องเที่ยวมีคุณค่าและยั่งยืน นอกจากนี้เรายังสามารถที่จะรักษาตลาดนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย
ปัจจุบันเราหวังขายเรื่องของการท่องเที่ยวเป็นหลักทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันทุกฝ่ายจะต้องร่วมกำหนดแนวทางรวมทั้งมาตรการในการควบคุมการจัดการการท่องเที่ยวบริเวณมัลดิฟเมืองไทย เพื่อมิให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ในอนาคต ทั้งปัญหาขยะ ถังรองรับสิ่งปฏิกูล การถ่ายเทของเสียลงสู่แม่น้ำ ปัญหาเสียงดังจากแพคาราโอเกะ ปัญหาเสียงดังจากการเล่นเจ็ทสกีและสกู๊ดเตอร์ รวมทั้งปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
“ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวควรจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมองประโยชน์ระยะยาวมากกว่าประโยชน์ระยะสั้น แต่หากยังคงปล่อยปละละเลยให้สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติถูกทำลายจากปัญหาดังกล่าวข้างต้น หรือถูกใช้ผิดประเภทก็จะทำให้เราสูญเสียตลาดนักท่องเที่ยว ซึ่งเท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเอง” นางทิวาพร กล่าว







