
พร้อมพงศ์ฝ่อไม่กล้าเปิดชื่อคนเอี่ยวปั่นไทยคม
"พร้อมพงศ์’ จ๋อย ไม่กล้าเปิดชื่อ"ก.-ศ."เอี่ยวปั่นไทยคม หลังโดนปชป.ไล่บี้หนัก ทำได้แค่พลิ้วอ้างอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ด้าน กมธ.เพื่อไทย ขู่ "ก.ล.ต." มีความผิดฐานละเว้นจากการไม่เปิดเผยข้อมูลใครเข้าไปช้อนซื้อหุ้นไทยคม
"พร้อมพงศ์’ จ๋อย ไม่กล้าเปิดชื่อ"ก.-ศ."เอี่ยวปั่นไทยคม หลังโดนปชป.ไล่บี้หนัก ทำได้แค่พลิ้วอ้างอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ด้าน กมธ.เพื่อไทย ขู่ "ก.ล.ต." มีความผิดฐานละเว้นจากการไม่เปิดเผยข้อมูลใครเข้าไปช้อนซื้อหุ้นไทยคม
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน โดยมีวาระการพิจารณาสอบสวนกรณีปั่นหุ้นไทยคมต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมวันนี้นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย มาชี้แจงในฐานะที่เป็นออกมาให้ข่าวว่ามีบุคคลอักษร ก. และ ศ. ได้ประโยชน์จากการปั่นหุ้นไปถึง 300 ล้านบาทหลังจากที่รัฐบาลประกาศจะซื้อกิจการดาวเทียมไทยคม
ทั้งนี้ นายอรรถวิชย์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งประเด็นสอบถามนายพร้อมพงศ์ ว่า ที่ผ่านมานายพร้อมพงศ์ได้มีการให้ข่าวต่อสื่อมวลชนมาตลอดว่ามีบุคคลอักษร ก. และ ศ. ได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นไทยคมถึง 300 ล้านบาท จากราคาหุ้นไทยคมที่มีการเปลี่ยนแปลงภายหลังจากที่รัฐบาลออกมาระบุว่าเตรียมซื้อดาวเทียมไทยคม ซึ่งนายพร้อมพงศ์เองก็ยังได้ย้ำว่าเงินจำนวน 300 ล้านบาทนี้เป็นเตรียมเอาไว้ใช้สำหรับการหาเสียงเลือกตั้ง จึงต้องการทราบว่าบุคคลอักษรย่อ ก. และ ศ.ที่นายพร้อมพงศ์กล่าวอ้างนั้นคือใคร ใช่นายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง และ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่
“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะเป็นกล่าวหาร้ายแรงว่าเป็นการหาเงินสำหรับใช้เป็นกระสุนดินดำในการเลือกตั้ง ส่วนตัวยอมรับว่าราคาหุ้นไทยคมมีการเปลี่ยนแปลงจริง ซึ่งก็อยากทราบเหมือนกันว่าใครเป็นบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากการปั่นหุ้น ถ้ามีก็ขอให้นายพร้อมพงศ์แสดงเส้นทางการเงินมาให้ชัดเจน ถ้าทำได้แบบนี้ผมจะไม่เถียงเลย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่านายพร้อมพงศ์จะมีหลักฐานอะไร” นายอรรถวิชย์ กล่าว
นายพร้อมพงศ์ ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาตนเองไม่เคยบอกว่าบุคคลอักษรย่อ ก. และ ศ. คือใคร นายอรรถวิชย์พูดเองเออเองทั้งหมด ซึ่งตอนนี้คณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบอยู่ว่ามีใครได้ประโยชน์จากการปั่นหุ้นบ้าง ถ้าตนเองมีข้อมูลหลักฐานพร้อมเมื่อไหรจะออกมาเปิดเผยชื่อจริงของบุคคลดังกล่าวอย่างแน่นอนและก็จะฟ้องร้องดำเนินคดีด้วย
“ตอนนี้คณะทำงานของพรรคเพื่อไทยกำลังรอข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)อยู่ แต่ปรากฏว่ายังไม่ได้รับความร่วมมือทำให้การทำงานของพรรคเพื่อไทยต้องล่าช้าไปด้วย โดยยืนยันกรณีมีการทำเป็นกระบวนการทั้งหมดเหมือนกับกรณีการรับรู้ข้อมูลภายในล่วงหน้าหรืออินไซเดอร์ของธนาคารนครหลวงไทยและธนาคารสินเอเชีย ยืนยันว่าถ้าข้อมูลพร้อมเมื่อไรจะออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างแน่นอน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว
จากนั้น นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตำหนิการทำงานของนายพร้อมพงศ์ ว่า นายพร้อมพงศ์กำลังใช้เวทีการประชุมกมธ.แห่งนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งตนเองอยู่กมธ.ชุดนี้มานานหลายปีก็อยากเห็นกมธ.นี้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะการทำงานในนามกมธ.ไม่เคยมีการแบ่งแยกว่าเป็นกมธ.รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การทำงานของตนเองไม่เคยคิดว่าจะใช้กมธ.นี้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างประโยชน์ทางการเมืองให้กับพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการทำงานในฐานะของฝ่ายค้านที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลเหมือนกับเป็นยามเฝ้าบ้าน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยทำหน้าที่นี้เหมือนกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมานายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ส.ส.ชัยนาท พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกมธ.ได้เรียกร้องขอความร่วมมือจากก.ล.ต.ในการขอข้อมูลการซื้อขายหุ้นไทยคมย้อนหลังว่ามีใครทำธุรกรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์ตัวนี้บ้างและมีมูลค่าการซื้อและการขายเท่าไหรตั้งแต่ก่อนและหลังจากที่นายกรณ์เดินทางไปสิงค์โปร์เพื่อเจรจากับกองทุนเทมาเส็ก ซึ่งนางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานก.ล.ต.ตอบไปว่าส่วนตัวไม่สามารถยืนยันในที่ประชุมแห่งนี้ได้ว่าจะให้ข้อมูลได้หรือไม่เพราะต้องขอกลับไปตรวจสอบเงื่อนไขทางกฎหมายก่อนว่าจะสามารถเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายได้หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ลักษณะนี้เทียบเท่าได้กับการฝากถอนเงินในธนาคารที่มีกฎหมายคุ้มครองความลับเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินอยู่
การชี้แจงของนางวรัชญาทำให้นายชัยวัฒน์แสดงความไม่พอใจอย่างมากถึงใช้น้ำเสียงต่อว่านางวรัชญาอย่างรุนแรงผ่านไมโครโฟน โดยนายชัยวัฒน์ ระบุว่า การตอบแบบนี้ของก.ล.ต.ถือว่าเป็นการแสดงถึงการไม่ให้ความร่วมมือกับการทำงานของกมธ.เป็นการเตะถ่วงและประวิงเวลาไม่ให้มีการตรวจสอบ ซึ่งก.ล.ต.ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะมีความผิดตามกฎหมายอาญาได้
ต่อมา นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เข้าใจดีว่าในที่นี้อาจจะต้องกลับไปปรึกษากับเลขาธิการก.ล.ต.ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดก่อนว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ จึงขอให้นางวรัชญานำเรื่องนี้ไปปรึกษาต้นสังกัดและถ้าได้ผลการหารืออย่างไรให้มาประสานงานมาที่ตนภายในวันที่ 14 ก.ค.ซึ่งตนเองจะได้ทำหนังสือในนามคณะกมธ.การเงินฯไปยังสำนักงานก.ล.ต.อย่างเป็นทางการเพื่อประสานขอข้อมูลต่อไป







