
อินเดียคือมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก (1)
โดย...วิภพ เฉลียวจิตติกุล Portfolio Management กองทุนบัวหลวง
โดย...วิภพ เฉลียวจิตติกุล Portfolio Management กองทุนบัวหลวง
เชื่อหรือไม่...อินเดียซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก มีอายุเฉลี่ยของประชากรแค่ 26.9 ปี จนกล่าวได้ว่าประเทศอินเดียในวันนี้คือ “อินเดียหนุ่ม”…แล้วอะไรจะเกิดขึ้นในอีก 15 ปีข้างหน้า เมื่อหนุ่มคนนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอินเดีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย (รองเพียงแต่จีนและญี่ปุ่น) เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ค. 2014 เมื่อพรรคฝ่ายค้าน “ภารติยะชนตะ” หรือ BJP ที่นำโดย นเรนทรา โมดี ชนะการเลือกตั้งทั่วไป โดยโค่นพรรคคองเกรส ซึ่งบริหารประเทศมานานนับ 10 ปี ลงได้อย่างราบคาบ เป็นชัยชนะแบบครองเสียงข้างมากในสภาเป็นครั้งแรกของการเมืองอินเดียในรอบ 30 ปี
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1984 กระตุ้นให้ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ดีดตัวขึ้นแรงแตะระดับ 30,024.74 จุด เมื่อ
วันที่ 4 มี.ค. 2015 สร้างสถิติสูงสุดตั้งแต่จัดตั้งตลาด และหากนับตั้งแต่ พ.ค. 2014 ก็เพิ่มขึ้นถึง 31% โดดเด่นเหนือตลาดหลักทรัพย์อื่นใดในย่านเอเชียด้วยกัน ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% (เป็นรองเพียงตลาดหลักทรัพย์จีน ซึ่งเพิ่มขึ้น 62%)
นี่คือปรากฏการณ์ที่สอดรับกับความคาดหวังต่อนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่เช่น นโยบาย “เมดอินอินเดีย” เพื่อส่งเสริมผลิตผลทางอุตสาหกรรม นโยบายดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ รวมถึงนโยบายเสริมสร้างความโปร่งใสภาครัฐของอินเดีย เป็นต้น
อินเดียเริ่มก้าวสู่เวทีโลกในปี 1991 เมื่อตั้งต้นปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังประเทศพ้นจากอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษตั้งแต่ปี 1947 แต่กลับปิดประเทศมาตลอด
เดิมทีนั้น หากเอกชนต้องการลงทุนหรือประกอบพาณิชยกรรมใดๆ จะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการจากรัฐบาลก่อน ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้า ซ้ำร้ายยังเกิดคอร์รัปชั่น
แต่ต่อมา นายกรัฐมนตรี Narasimha Rao ได้รื้อระบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบเก่าที่ผูกขาดโดยภาครัฐ โดยเดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี เปิดให้ค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น รวมถึงผ่อนผันกฎระเบียบต่างๆ เพื่อต้อนรับนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจของอินเดียช่วงนั้นเฟื่องฟูคู่ขนานมาพร้อมๆ กับจีน จนเกิดความคาดหวังว่าจะเป็นเศรษฐกิจขั้วใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 เพราะหลังปฏิรูปในปี 2010 พบว่าประชากรมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per capita) 1,430 เหรียญสหรัฐ ขยับเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิรูปที่ต่ำกว่า 400 เหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกัน จีดีพีก็เติบโตต่อเนื่องโดยในปี 2010 สูงถึง 10.3% จากที่เคยเติบโตเพียง 5-6% ก่อนหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หลังปี 2010 เศรษฐกิจอินเดียกลับชะงักงัน ส่วนหนึ่งเกิดจากวิกฤตหนี้ยุโรปแต่ที่หนักกว่าคือภาวะบั่นทอนจากภายในประเทศ ทั้งจากปัญหาปฏิรูประบบภาษีและกำจัดคอร์รัปชั่น ทำให้จีดีพีที่เคยไต่ระดับไว้สูงลดเหลือแค่ 5-6% อีกทั้งเงินเฟ้อยังปรับสูงถึง 10% จนธนาคารกลางต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 4.25% ไปที่ 8.5%
แม้ว่าการปฏิรูปภาษีและกำจัดคอร์รัปชั่นจะเป็นเรื่องดีมาก แต่กว่าจะได้ผลดีก็ใช้เวลา ส่วนในระยะสั้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจทำให้ซบเซา จนส่งผลสั่นสะเทือนทางการเมืองในกาลต่อมาอย่างรุนแรงจนถึงขั้นผลัดเปลี่ยนขั้วการเมืองในปัจจุบัน ส่งให้พรรคภารติยะชนตะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







