
ทำจริงปลุกเชื่อมั่น
ผลสำรวจดัชนีผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ออกมายังไปในทิศทางแนวโน้มลดลง สวนทางกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศว่าจะมีการอัดฉีดเงินเข้าไปตั้งแต่ระดับรากหญ้า ไปจนถึงการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ผลสำรวจดัชนีผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ออกมายังไปในทิศทางแนวโน้มลดลง สวนทางกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศว่าจะมีการอัดฉีดเงินเข้าไปตั้งแต่ระดับรากหญ้า ไปจนถึงการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ผลตอบรับกับมาตรการของรัฐบาลที่ออกไปในทางตรงกันข้ามกับมาตรการและโครงการใช้จ่ายภาครัฐที่ดูเหมือนว่ามากมายดังกล่าว ทำไมมาตรการและโครงการต่างๆของรัฐบาลถึงไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลบริหารประเทศมาแล้วกว่า 9 เดือน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องปรับมาตรการหรือโครงการ หันมาทำโครงการที่เห็นเป็นรูปธรรมจริง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นหรือยัง
ทั้งนี้ ตามที่ทราบกัน ถึงผลสำรวจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่สำรวจนักธุรกิจ ผู้ประกอบการทั่วประเทศ 1,251 ตัวอย่าง ถึงทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในครึ่งปีหลังนี้ พบว่าผู้ประกอบการมองแนวโน้มเศรษฐกิจจะดีขึ้นเพียงกว่า 22% มองว่าทรงตัวถึงกว่า 50% มองว่าแย่ลงถึง 23% และไม่แน่ใจ 3.84% เหตุที่ผู้ประกอบการยังมองว่าเศรษฐกิจทรงตัวถึงกว่าครึ่ง เพราะมีปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังมาจากเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก รองลงไปเป็นการเสี่ยงเรื่องการเมือง เสี่ยงเศรษฐกิจโลก เสี่ยงเรื่องราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย นอกจากความเสี่ยงมากสุดมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. ก็ลดลงต่ำสุดในรอบ 7 เดือน
ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน 24 แห่ง พบว่ามีการปรับเป้าหมายของดัชนีหุ้นปีนี้ลงมา 3.8% เหลือ 1,662 จุด และมองแนวโน้มตลาดหุ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะทรงตัวหรือปรับตัวลดลงถึงกว่า 54%
เมื่อเป็นเช่นนี้ชุดคำอธิบายของรัฐบาลที่ว่าเศรษฐกิจกำลังดีขึ้นแล้วจากการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น ตามการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกเดือน และจากการอัดฉีดเม็ดเงินการใช้จ่ายภาครัฐ ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ต่างๆ กำลังอัดฉีดเข้าระบบไป การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวาจาดังกล่าวคงสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนไม่ได้แล้ว
ก็ในเมื่อชีวิตจริง ชาวบ้านยังล้วงกระเป๋าสตางค์ลงไปแล้วไม่มีเงิน โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือนก่อนเงินเดือนออกมีสภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง หนี้ครัวเรือนที่ยังสูงกว่า 80% ของจีดีพี ขณะการใช้จ่ายภาครัฐลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่บอกเมื่อปลายปีก่อนว่าจะคล่องตัวขึ้นไม่ติดขัด ผ่านมาไตรมาสแรกก็บอกจะเห็นโครงการเดินหน้าได้ จนนี่จะสิ้นเดือน พ.ค. ก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายของไตรมาส 2 ยังไม่เห็นรัฐบาลไปเริ่มตอกเสาเข็มลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่ไหน
ดังนั้น เมื่อเหลืออีกเพียง 3 เดือน รัฐบาลนี้ก็จะบริหารประเทศครบ 1 ปี จึงอยากให้รัฐบาลปฏิบัติการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้ 1-2 โครงการ เพราะเชื่อแน่ว่า หากทำให้เห็นจริง ความเชื่อมั่นก็น่าจะพอฟื้นได้บ้าง







