
เมดอินอินโดนีเซีย
ชนชั้นกลางจำนวนมาก หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรมากกว่า 250 ล้านคน คือแม่เหล็กดึงดูดบริษัทค้าปลีกข้ามชาติเข้ามาลงทุนใช้ “อินโดนีเซีย” เป็นฐานการผลิตสำคัญ ทั้งเพื่อป้อนตลาดท้องถิ่น และส่งออกไปยังตลาดโลก
ชนชั้นกลางจำนวนมาก หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรมากกว่า 250 ล้านคน คือแม่เหล็กดึงดูดบริษัทค้าปลีกข้ามชาติเข้ามาลงทุนใช้ “อินโดนีเซีย” เป็นฐานการผลิตสำคัญ ทั้งเพื่อป้อนตลาดท้องถิ่น และส่งออกไปยังตลาดโลก
เช่นเดียวกัน “อิเกีย” แบรนด์ดังจากสวีเดนที่เข้ามาจับกลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลางในเขตเกรทเธอร์ จาการ์ตา ซึ่งมีประชากรราว 28 ล้านคน และตลาดผู้บริโภคมีมูลค่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2556 และมีการประเมินว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มเกือบเท่าตัวเป็น 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562
โทนี่ มัสปุค ผู้จัดการฝ่ายรัฐสัมพันธ์ของอิเกีย อินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์กับจาการ์ตา โพสต์ ว่า อิเกียมีแผนจะผลิตพรม และเฟอร์นิเจอร์แบบแฟลต-แพ็ก เช่น บอร์ดพาติเคิล สินค้าเซรามิกต่างๆ ในอินโดนีเซียในปีหน้า และอีก 1 ปีถัดจากนั้น จะเริ่มผลิตสิ่งทอ และสินค้าบาติกต่างๆ
“การผลิตเฟอร์นิเจอร์แฟลต-แพ็ก ขึ้นอยู่กับผลการรวบรวมซัพพลายเออร์ ถ้าพวกเขาสนใจก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะผลิตสินค้าประเภทนี้”
ปัจจุบัน ยอดส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์รวมของอินโดนีเซียมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 3 ของยอดส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของเวียดนามเท่านั้น และประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ก็ได้เรียกร้องให้บรรดาผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์พยายามดันยอดส่งออกให้ได้ถึงเป้า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 หรือเพิ่มจากยอด 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐของปีที่แล้วกว่าเท่าตัว
แต่ถ้ามองในแง่ของการเป็นฐานการผลิตสินค้าของอิเกียเพียงบริษัทเดียว พบว่า ของเล่นแบบนิ่มทั้งหมดของอิเกียที่วางจำหน่ายทั่วโลกล้วนมาจากโรงงานในแดนอิเหนา ซึ่งโทนี่อธิบายว่า บริษัทพยายามหาซัพพลายเออร์จากประเทศอื่นทั้ง จีน เวียดนาม และไทย แต่ไม่มีผู้ผลิตที่ไหนดีเท่าที่นี่
ในปี 2557 อิเกียส่งออกสินค้า 706 ชนิดจากอินโดนีเซีย หรือเกือบ 10% ของสินค้า 8,500 ชนิดที่วางขายทั่วโลกโดยปัจจุบันบริษัทมีซัพพลายเออร์ผลิตสินค้า 11 รายในเกาะชวา และในเร็วๆ นี้จะดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาร่วมทีมผลิตด้วย
นอกจากนี้ อิเกียมีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มในอินโดนีเซีย2 สาขาทุกๆ 5 ปี จนถึงปี 2568 จากที่เปิดสาขาแรกเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม โทนี่ชี้ว่าการขยายธุรกิจขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของรัฐบาลและกฎระเบียบต่างๆ พร้อมแจกแจงอุปสรรคการขยายธุรกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ และการเก็บภาษีซ้ำซ้อนทำให้สินค้าของบริษัทที่ขายในอินโดนีเซียแพงกว่าที่ขายในประเทศอื่นๆ







