
กองทุนร่วมทุน
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โทนี แอ๊บบอต นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ได้แถลงต่อรัฐสภา ว่า รัฐบาลออสเตรเลียจะให้เงินสนับสนุนจำนวน 40 ล้านเหรียญออสเตรเลีย เพื่อเข้าร่วมทุนกับธุรกิจเอกชนในภาคการผลิตที่เข้าร่วมโครงการปฏิรูปภาคการผลิตของออสเตรเลีย โดยเงินจำนวนนี้จะถูกนำเข้าสมทบกับเงินลงทุนของผู้ผลิตจำนวน 100 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ที่เข้าร่วมโครงการปฏิรูป
การให้เงินอุดหนุนกับผู้ผลิตสัญชาติออสเตรเลีย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของเงินลงทุนทั้งหมดของรัฐบาลออสเตรเลียนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตออสเตรเลียสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจหลากหลายประเภทของออสเตรเลีย ให้สามารถแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ในเวลานี้
ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ว่า ในยามที่ดีมานด์ของสินค้าและบริการในตลาดโลกลดลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจ กลยุทธ์ที่เป็นหัวใจในความอยู่รอดของทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่อาศัยรายได้จากการส่งออกเป็นรายได้หลักในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างประเทศไทยนั้น ได้แก่ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิต เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากประเทศคู่แข่ง หรืออย่างน้อยก็รักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองไว้ไม่ให้ลดลง ถึงแม้ว่ามูลค่าและปริมาณการส่งออกโดยรวมจะลดลง
เพราะฉะนั้นนโยบายการให้เงินสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคการผลิตของรัฐบาลออสเตรเลีย จึงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า แม้แต่ประเทศที่เจริญแล้วยังมีความจำเป็นที่ต้องช่วยสนับสนุนธุรกิจในภาคการผลิตให้สามารถพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันให้สามารถแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากประเทศคู่แข่ง โดยไม่เกรงว่านโยบายประเภทนี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นนโยบายประชานิยม
ในประเทศไทยเคยมีนโยบายสนับสนุนให้รัฐร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีผ่านทางสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีการตั้งกองทุนขึ้นมาตั้งแต่รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ สมัยแรก เท่าที่ผมจำได้มีการร่วมทุนตั้งบริษัทขนมไทย ครัวไทย และอะไรอื่นๆ อีก 3-4 บริษัท แต่แล้วก็เลิกรากันไป เพราะธุรกิจมีปัญหาหลังจากนั้น เข้าใจว่าไม่มีการดำเนินการใช้เงินในกองทุนที่ตั้งไว้เพื่อร่วมทุนกับภาคการผลิตรายย่อยอีก จนเมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่า รัฐบาล คสช.กำลังพิจารณาจัดตั้งกองทุนเพื่อการร่วมทุนขึ้นมาใหม่จำนวน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินการร่วมลงทุนแทนสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ว่าไปแล้วก็ดีครับที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยเหลือปัญหาธุรกิจในภาคการผลิตบ้าง แทนที่จะมุ่งส่งเสริมธุรกิจในภาคตลาดทุนอย่างที่เป็นมา ทั้งๆ ที่ภาคการผลิตนั้นเป็นคนสร้างงาน เป็นผู้ผลิตสินค้าส่งไปขาย
นำเงินเข้าประเทศ เป็นเงินที่เกิดจากการทำมาค้าขาย ไม่ใช่เงินที่เข้ามาแสวงหากำไรแบบฉาบฉวยตีหัวเข้าบ้าน เหมือนเงินที่เข้ามาหากำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหรือราคาหุ้นในตลาดเงินและตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบวิธีการใช้เงินภาษีของประชาชนเข้าไปร่วมทุนรับความเสี่ยงทางธุรกิจร่วมกับเอกชนนั้น ดูเหมือนว่ารัฐบาลออสเตรเลียจะเริ่มโดยการหา “ลูกค้า” หรือผู้ที่จะลงทุนภาคเอกชนก่อน หาได้เท่าไรแล้วจึงเอาเงินของรัฐไปร่วมลงทุนด้วย 25% โดยปรากฏตามข่าวว่ารัฐบาลจะร่วมลงทุน 40 ล้านเหรียญออสเตรเลีย และภาคเอกชนจะลงทุน 160 ล้านเหรียญออสเตรเลีย กล่าวคือ เขาไม่เอาเงินของรัฐไปแช่ไว้ รอให้ภาคเอกชนเข้ามาเสนอโครงการขอเงินร่วมลงทุนจากภาครัฐ เหมือนกองทุนร่วมทุนของเอกชนทั่วไป
การดำเนินการลักษณะนี้ทำให้เงินของรัฐถูกนำไปใช้ประโยชน์ทันทีทั้งจำนวน ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนในธุรกิจร่วมทุนใหม่ ที่มีเงินลงทุนรวมกันทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 200 ล้านเหรียญออสเตรเลีย กระบวนการตรวจสอบติดตามความสำเร็จหรือความล้มเหลวของแต่ละโครงการจะเริ่มขึ้นทันทีอย่างเป็นระบบ เพราะมี “ลูกค้า” ให้ตรวจสอบติดตามผลการให้เงินภาษีของรัฐหลายรายคุ้มกับการลงทุนพัฒนาระบบและบุคลากรที่จะประเมินผลงานการบริหารจัดการของเอกชนที่รับเงินลงทุนของรัฐไป
ที่สำคัญ การลงทุนแบบนี้แสดงให้เห็นว่าทางการออสเตรเลียมีการเตรียมการก่อนทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดกฎเกณฑ์กติกามารยาทในการลงทุนไปจนถึงการหาผู้ร่วมทุนหรือ “ลูกค้า” ไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงจะมาขอเงินงบประมาณจากรัฐสภาไปใช้ในการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน เปิดโอกาสให้รัฐสภาสอบถามรายละเอียดและขั้นตอนตลอดจนโครงการที่จะเข้าร่วมทุนทุกโครงการ เป็นการแสดงความโปร่งใสว่ารัฐบาลไม่ได้นำเงินภาษีอากรของรัฐไปใช้เพื่อหาเสียงทางการเมือง หรือนำเงินของรัฐไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋านักการเมืองหรือข้าราชการหรือผู้บริหารกองทุน
ส่วนวิธีการดำเนินการแบบไทยที่ผ่านมา คือ การนำเงินของรัฐจำนวนหนึ่งไปตั้งกองทุนไว้ก่อน แล้วหวังว่าจะสามารถ “ช่วยเหลือ” คือหาธุรกิจที่มีความเหมาะสมที่จะนำเงินของรัฐ เข้าไปร่วมลงทุนด้วยภายหลัง โดยไม่ชัดเจนว่าเงินกองทุนที่นำเงินภาษีอากรของประชาชนไปตั้งกองไว้นั้น จะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ จะนำไปลงทุนได้ทั้งหมดภายในระยะเวลายาวนานเพียงใด และจะดึงภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างที่พอเห็นอยู่ คือ เงินกองทุนที่ได้ตั้งไว้ที่สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ตั้งไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 1 เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ผมจำจำนวนไม่ได้แต่เข้าใจว่ามีการใช้เพื่อร่วมทุนจริงๆ เพียง 3-4 ราย เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และปัจจุบันน่าจะยังคงเหลืออยู่ ซึ่งก็น่าเห็นใจผู้บริหาร เพราะการหาโครงการที่จะร่วมลงทุนด้วยนั้นไม่ใช่ง่าย เพราะผู้ประกอบการไม่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจถ้าเลี่ยงได้ เนื่องจากปัญหาทางด้านการจัดทำบัญชีและภาษีอากร กฎเกณฑ์ “หยุมหยิม” ของภาคราชการถ้าเป็นไปได้ ก็มุ่งหาเงินทุนจากสถาบันการเงินเป็นหลัก ทั้งนโยบายในการควบคุมการบริหารจัดการกองทุนของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ผู้บริหารขาดเป้าหมายในการดำเนินงานที่ชัดเจน
เท่าที่ทราบจากข่าวล่าสุด ดูเหมือนว่ารัฐบาลต้องการจะตั้งกองทุนเพื่อการร่วมลงทุนใหม่ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โดยจะหาผู้บริหาร “มืออาชีพ” เข้ามาบริหาร ก็ขอเอาใจช่วยครับ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า “มืออาชีพ” นั้น ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ถ้าผู้ถือหุ้นไม่ใช่ “มืออาชีพ”เอาว่าจะทำอะไรก็ทำเถิดครับ เพราะธุรกิจภาคการผลิตในเมืองไทยนั้น ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ไม่น้อยกว่าวิสาหกิจออสเตรเลีย
ช่วงนี้หน่วยงานทั้งหลายที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี ไปลองหา “ลูกค้า” ที่จะเข้าร่วมลงทุนกับรัฐบาลไว้ก่อนบ้างหรือครับ เผื่อพอเงินกองทุน 1 หมื่นล้านบาทคลอดออกมา จะได้มีลูกค้าที่จะเอาเงินไปลงทุนได้ทั้งหมดเหมือนออสเตรเลียเขา ไม่ต้องรออีก 10 ปี ถึงจะใช้เงินหมด







