
ระบบคุณธรรมกับ...การใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม
“กรมหลวงราชบุรี” หรือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งได้รับการยกย่องจากนักกฎหมายเป็น “บิดาแห่งกฎหมายไทย” พระองค์ทรงสนับสนุนให้ใช้กฎหมายในทางปฏิบัติจริงในการว่าความของอัยการ ทั้งให้ความห่วงใยและพร่ำสอนนักเรียนกฎหมายให้ดำรงอยู่ในระบบคุณธรรมอย่างเคร่งครัด พระองค์นับว่าเป็นรากฐานในการก่อตั้งการศึกษานิติศาสตร์ขึ้นในประเทศไทย อันก่อเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศไทย
“กรมหลวงราชบุรี” หรือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งได้รับการยกย่องจากนักกฎหมายเป็น “บิดาแห่งกฎหมายไทย” พระองค์ทรงสนับสนุนให้ใช้กฎหมายในทางปฏิบัติจริงในการว่าความของอัยการ ทั้งให้ความห่วงใยและพร่ำสอนนักเรียนกฎหมายให้ดำรงอยู่ในระบบคุณธรรมอย่างเคร่งครัด พระองค์นับว่าเป็นรากฐานในการก่อตั้งการศึกษานิติศาสตร์ขึ้นในประเทศไทย อันก่อเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศไทย
โดยที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายศึกษาวิชาการกฎหมายเพื่อหวังทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยประเทศทั้งปวง ทำให้นักกฎหมายทั้งหลายในรุ่นหลังระลึกถึงคุณประโยชน์ที่มีต่อวงการกฎหมายไทย พากันกำหนด “วันรพี” ขึ้น เพื่อให้บรรดานักกฎหมายได้มีโอกาสแสดงความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการวางพวงมาลาหน้าพระรูปและบำเพ็ญกุศลรวมกันของวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ในทุกๆ ปี
การใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ “บิดาแห่งกฎหมาย” แม้จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและสภาพสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่มิอาจละเลยก็คือ การดำรงอยู่ในหลักคุณธรรมของนักกฎหมายที่มีหน้าที่และตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรม เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ เป็นต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีหน้าที่อำนาจใช้กฎหมายในการประสาทความยุติธรรมแก่ประชาชนควรจะต้องมีหลักการและยึดเหนี่ยวในการทำงานด้วยอาศัยระบบคุณธรรม คือ 1.การรักษาความสัตย์ ความจริงใจต่อตัวเองที่ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม 2.การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น 3.การอดทนและอดกลั้น ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่ว่าจะด้วยประการใด 4.การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
ทั้งนี้ เพราะระบบคุณธรรมมีผลต่อกระบวนการยุติธรรมในการใช้กฎหมายอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ทั้งเสริมสร้างให้ผู้ใช้กฎหมายยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกด้วย
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราถือกฎหมายเป็นหลักในการปกครอง ซึ่งมีผลต่อความสันติสุขของประชาชนและประเทศชาติ เปรียบได้กับอากาศที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ทีเดียว ในความเป็นจริงการปกครองระบอบประชาธิปไตย แม้อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชน แต่มิอาจใช้เองได้จึงต้องให้ปวงชนเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ตลอดจนการควบคุมดูแลฝ่ายบริหาร เมื่อฝ่ายบริหารมีอำนาจหน้าที่บริหารบ้านเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย และเมื่อมีข้อโต้แย้งระหว่างรัฐกับเอกชน หรือเอกชนด้วยกันก็ดี ย่อมต้องมีผู้ชี้ขาดให้การเป็นไปตามกฎหมาย ทุกอย่างก็จะเกิดความผาสุกและความปลอดภัยในชีวิต รวมทั้งประเทศชาติก็พลอยได้รับผลดีไปด้วย
ฉะนั้น ฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นจะต้องบัญญัติกฎหมายที่มีความชอบธรรมแล้วบริหารกฎหมายนั้นๆ ให้เกิดประสิทธิภาพและยุติธรรม อันจะยังผลให้เกิดความสมบูรณ์ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน
คุณหลวงอรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร อดีตเป็นทั้งอัยการและเลขาฯ ป.ป.ป. สมัยรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้เน้นให้เห็นหลักคุณธรรมในการทำงาน ว่า การใช้หรือการตีความกฎหมาย ตลอดทั้งการบันทึกเรื่องราวและการทำคำวินิจฉัยสิ่งสำคัญที่สุด คือ จะต้องรู้จักไตร่ตรองว่าอะไรจริง อะไรเท็จ อะไรผิด อะไรถูก ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งจะต้องอาศัยการฝึกฝนอบรมตนเองจนเป็นวิสัย และเกิดปรีชาญาณหยั่งรู้ในเหตุและผลที่จะเป็นผู้วินิจฉัยได้ถูกต้อง ชอบธรรม
โดยเฉพาะหลักการในการทำงานนั้น ต้องยึดหลักคุณธรรมกระทำด้วยใจศรัทธาและทำให้ดีที่สุด ทำให้ถูกต้องด้วยความสุจริตและยุติธรรม อันเป็นหลักคุณธรรมที่จะบังเกิดผลโดยสมบูรณ์แห่งตนด้วย
นักกฎหมายที่ดีนอกจากการยึดหลักคุณธรรมดังกล่าวแล้ว จึงต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมและมโนธรรมควบคู่กันไปอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเป็นธรรมตามความเป็นจริงไม่อาจจะเป็นไปได้แล้วเราต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นผู้บัญญัติกฎหมายเสียเอง ผิดหลักอำนาจอธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญได้แบ่งแยกไว้ และจะกลายเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ ทั้งจะเป็นอันตรายต่อส่วนรวมด้วยนั้น จะต้องใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์ที่สุดแก่ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามความเป็นจริงด้วย
ดังนั้น ผู้มีหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นศาลหรืออัยการ จึงจำเป็นต้องปฏิบัติด้วยความยุติธรรมอย่างยิ่ง เพราะมีความสำคัญต่อส่วนได้เสียของประเทศและประชาชนบางกรณีก็จำเป็นที่ต้องกระทำเป็นตัวอย่าง เช่น กรณีมีผู้ให้สินบนแก่รัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งพนักงานสอบสวนกันเอาไว้เป็นพยานจนรัฐมนตรีผู้นั้นถูกฟ้องลงโทษแล้ว แต่กลับสอบสวนเอาเขาเป็นผู้ต้องหาส่งมาฟ้องอีกอย่างนี้ เห็นชัดว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และถ้าเราขืนทำไป ต่อไปใครจะเชื่อถือ ใครจะชี้หลักฐานให้ ใครจะมาเป็นพยาน ซึ่งที่สุดก็จะเสียหายต่อชาติบ้านเมือง เพราะคนทำผิดไม่มีใครรู้เห็นนั้นมีมากมาย จำต้องอาศัยผู้ร่วมกระทำผิดที่ไม่ใช่ตัวการสำคัญชี้หลักฐานและกันไว้เป็นพยานเอาโทษตัวการที่สำคัญ เพราะความจำเป็นและเรื่องเช่นนี้ เราถือเป็นหลักปฏิบัติกัน จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว
องค์กรอัยการของไทยมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ คณะกรรมการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด และพนักงานอัยการ ทั้งนี้นอกจากพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่สั่งฟ้องไม่ฟ้องคดี ซึ่งมีผลต่อความเป็นธรรมของประชาชนโดยตรงนั้น นอกจากจำต้องยึดระบบคุณธรรม จริยธรรม และนิติธรรมเป็นสรณะแล้ว ในขณะเดียวกัน แม้แต่คณะกรรมการอัยการซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานบุคคลสูงสุด ก็พึงต้องยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และนิติธรรม เช่นเดียวกัน เพราะการแสดงความเห็นในกรณีการพิจารณาลงมติลงโทษพนักงานอัยการผู้ถูกร้องเรียนกล่าวโทษกระทำความผิดวินัย
การพิจารณาโทษในแต่ละครั้งของคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) จะมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นทั้งในทางเป็นคุณและเป็นโทษต่อพนักงานอัยการที่ถูกกล่าวหา อย่างรอบคอบและยึดหลักคุณธรรมในการตัดสินใจ ฉะนั้นการลงมติลงโทษพนักงานอัยการของ ก.อ. บางครั้งแม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ทุกครั้งต้องมีการอภิปรายถึงเหตุผลถึงความเหมาะสมในการลงโทษอย่างสุขุมคัมภีรภาพ อาทิ ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนเบื้องต้นเสนอให้ลงโทษทางวินัยงดขึ้นเงินเดือน 3 ปี ทว่าคณะ ก.อ. อาจจะวินิจฉัยลงโทษตามที่เสนอหรือพิจารณาลดโทษให้เหลือเพียงภาคทัณฑ์เท่านั้น เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โดยเนื้อแท้ของมนุษย์นั้นมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องแต่กำเนิด ไม่มีใครเป็นคนเลวมาแต่ต้น ทว่าภูมิต้านทานความชั่วของมนุษย์นั้นแตกต่างกันไป บางคนสามารถดูดซับความโสมมได้ง่ายกว่าคนอื่น ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป
ผู้เขียนจึงมีความเชื่อว่าสีดำที่มาแปดเปื้อนผ้าขาวในจิตวิญญาณของมนุษย์นั้น ไม่อาจจะติดอยู่อย่างคงทนถาวรตลอดไป แต่พร้อมที่จะจางหายกลับมาขาวสะอาดได้ หากได้รับการซักล้างด้วยการอบรมในหลักคุณธรรม จริยธรรม อย่างเข้มข้น
ดังนั้น ผู้ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมพึงต้องยึดระบบคุณธรรมเป็น “หลัก” ในการใช้หรือตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยไร้ซึ่งอคติ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายในที่สุด







