
เร่งแก้สินค้าเกษตรกระตุ้นกำลังซื้อ
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. 2558 อยู่ที่ระดับ 86.2 ลดลงจากระดับ 87.7 ในเดือน มี.ค. 2558 โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 โดยค่าดัชนีที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. 2558 อยู่ที่ระดับ 86.2 ลดลงจากระดับ 87.7 ในเดือน มี.ค. 2558 โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 โดยค่าดัชนีที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ
นอกจากนี้ ยังเกิดจากปัจจัยลบที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และปัญหาภัยแล้ง ส่งผลต่อการบริโภคและการใช้จ่ายโดยเฉพาะในภาคเกษตร สะท้อนจากดัชนียอดคำสั่งซื้อและยอดขายภายในประเทศปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องของการดำเนินกิจการ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ประกอบกับในเดือน เม.ย. มีวันหยุดต่อเนื่องจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นอุปสรรคต่อการจัดส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการเห็นว่าการขยายการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นโอกาสในการวางรากฐานธุรกิจในอนาคต
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 102.1 เพิ่มขึ้นจาก 100.4 ในเดือน มี.ค. โดยค่าดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ
สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือน เม.ย.นี้ คือเร่งแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อีกทั้งเสนอให้ภาครัฐปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษี พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดการค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่ ภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้ลงทุนสถาบันบางส่วนจำนวน 24 แห่ง เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นพบว่ามีการปรับเป้าหมายของดัชนีปี 2558 เฉลี่ยลงมาที่ 1,662 จุด ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนที่ 1,728 จุด หรือลดลงราว 3.8% ขณะที่จุดต่ำสุดดัชนีของปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1,423 จุด เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อนที่ 1,390 จุด หรือเพิ่มขึ้นราว 2.4% พร้อมทั้งปรับลดดัชนีสิ้นปี 2559 ลงมาที่ 1,707 จุด ลงจากผลสำรวจครั้งก่อนที่ 1,804 จุด หรือลดลงราว 5.4%
สำหรับความเห็นแนวโน้มตลาดหุ้นใน 3 เดือนข้างหน้า ส่วนใหญ่สัดส่วน 54.17% ของผู้ตอบทั้งหมดเห็นว่าดัชนีอยู่ในทิศทางทรงตัวถึงปรับตัวลง ซึ่งคาดว่าดัชนีในช่วงดังกล่าวเฉลี่ยที่ 1,519 จุด ลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อน 1,523 จุด ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดมีสัดส่วน 95.8% เห็นตรงกันว่าปัจจัยบวกที่สำคัญจากในประเทศคือการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ รองลงมาคือแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยและสภาพคล่องในตลาดเงิน
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ระดับเอ็นพีแอลของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะหนี้จากการใช้จ่ายต่างๆ ของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหนี้จากคนที่ไม่มีรายได้เงินเดือน หรือคนว่างงาน หรือการลดการผลิต ทำให้สภาพคล่องในมือคนกลุ่มนี้ตึงตัวเกิดหนี้เสียเพิ่ม แต่ในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น หนี้ครัวเรือนและเอ็นพีแอลของบุคคลธรรมดาน่าจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
“ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจชะลอคนเหล่านี้อาจจะหมุนเงินไม่ทัน หรือมีปัญหาจากรายได้การเกษตรไม่ดี หรือกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง รถบรรทุก ธุรกิจรายย่อย หรือคนรับจ้างที่เคยมีภาวะเงินตึงตัวหมุนเงินไม่ทันจากประเด็นเหล่านี้น่าจะทุเลาลง เพราะเศรษฐกิจจากนี้ไปจะไม่แย่ไปกว่าไตรมาสแรกของปีนี้แล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจจากนี้จะดีขึ้นโดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง ยิ่งไตรมาส 4 ที่ธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะดีมาก ช่วยให้แรงงานลูกจ้างหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีสภาพคล่องดีขึ้น จากรายได้ที่ดีขึ้น การชำระหนี้ก็น่าจะปรับดีขึ้นด้วย” เชาว์ กล่าว







