
แรงกดดันรอบทิศทาง ‘บวรศักดิ์’ เข้ามุมอับ
การเมืองว่าด้วยเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญนับจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองว่าด้วยเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญนับจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเข้าสู่การเขียนร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นสุดท้ายของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากหมดเขตการส่งคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา
ขั้นตอนที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดไว้หลังจากนี้จะเชิญผู้เสนอคำขอแก้ไขมาชี้แจงกับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในระหว่างวันที่ 2-5 มิ.ย. จากนั้นจะนำข้อเสนอของทุกฝ่ายไปกลั่นกรองเพื่อพิจารณาว่าจะปรับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ต่อไป ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้กับ สปช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ในช่วงปลายเดือน ก.ค.
กระบวนการทางธุรการเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เช่นเดียวกับแรงกดดันจากหลายฝ่ายที่ถาโถมเข้าใส่คณะ กมธ.ยกร่างฯ อยู่เป็นระยะ และยิ่งการยกร่างรัฐธรรมนูญใกล้เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ แรงกดดันก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชุดนี้ที่นำโดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เจอกับแรงเสียดทานค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชุดที่ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ” เป็นประธาน
ย้อนเวลากลับไปช่วงปี 2549-2550 น.ต.ประสงค์ และคณะ กมธ.ยกร่างฯ เจอกับแรงกดดันเช่นกัน
เวลานั้นถูกเพ่งเล็งว่าเขียนรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของการมีอคติกับนักการเมือง เช่น การกำหนดให้มีการยุบพรรคการเมืองง่ายเกินไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย หรือการออกแบบเลือกตั้งที่เอื้อให้เกิดรัฐบาลผสมที่ส่งผลให้รัฐบาลไม่มีความเข้มแข็ง เป็นต้น
เจ้าภาพที่เป็นผู้นำถล่มคณะ กมธ.ยกร่างฯ คือ พรรคไทยรักไทย ซึ่งอยู่ในสถานะอดีตรัฐบาลที่ถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยึดอำนาจ ส่วนพรรคการเมืองและกลุ่มภาคประชาสังคมอื่นๆ ไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีในเชิงต่อต้านการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เท่าไหร่นัก
พรรคไทยรักไทยได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก เพื่อให้สังคมเห็นคล้อยตามกับตัวเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับ คมช.มีข้อบกพร่องในจุดไหนบ้าง จนนำมาสู่การรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากผลการประชามติเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2550 ออกมาว่า ประชาชน 57.81% เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นชอบมีจำนวน 42.19%
กลับมาในปัจจุบัน ปรากฏว่าบวรศักดิ์และคณะ กมธ.ยกร่างฯ เผชิญหน้ากับแรงกดดันจากหลายฝ่ายอย่างคาดไม่ถึง
ไม่ว่าจะเป็นขาประจำอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งถูกรัฐประหารล้มกระดาน แต่ที่ประหลาดใจ คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเป็นแนวร่วมทางอ้อมกับพรรคเพื่อไทยเพื่อคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองพรรคต่างมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ไม่ต่างอะไรกับคนกันเองอย่าง “คสช.-ครม. สปช.” ก็ต่างท้วงติงถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญบางประเด็น โดยพุ่งเป้าไปที่กระบวนการปฏิรูปประเทศและองค์กรที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่ามีความจำเป็นที่ใส่รายละเอียดจำนวนมากอย่างที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดหรือไม่
หรือจะเป็นในส่วนของ “ศาล-องค์กรอิสระ” ที่มักจะไม่ค่อยแสดงท่าทีใดๆ ในทางการเมือง แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญถูกเผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการที่ไปกระทบต่อการทำงานของตัวเอง จึงไม่อาจอยู่เฉยได้ จนต้องท้วงติงคณะ กมธ.ยกร่างฯ ด้วยเสียงที่ไม่เบาเท่าไหร่นัก
ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดกลุ่มพลังทางเศรษฐกิจก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ทั้งนี้ ได้สะท้อนมาจากเวทีของ “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน” หรือ กกร. เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ในทำนองว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกระทบต่อการลงทุน”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อคิดเห็นจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่เสนอให้ปรับลดมาตราในรัฐธรรมนูญลง เช่น มาตรา 62-64 กำหนดว่าการตั้งโรงงาน นอกจากต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว จะต้องรับฟังความเห็นของชุมชนอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างมาก และหากมีข้อขัดแย้งต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทำให้การลงทุนล่าช้า
การแสดงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญของภาคเศรษฐกิจ นับเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ที่สำคัญ โดยต้องไม่ลืมว่าเสียงจากบิ๊กเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นเสียงที่ คสช.และรัฐบาลเองค่อนข้างแคร์พอสมควร
สถานะและความมั่นคงของ คสช.และรัฐบาลถูกผูกไว้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ถ้าเศรษฐกิจไปได้สวย คสช.และรัฐบาลก็ได้หน้า แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น คสช.และรัฐบาลก็รับเละ ดังนั้นข้อเสนอของกลุ่มเศรษฐกิจอาจเข้ามีบทบาทสำคัญต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้
แรงกดดันที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทำให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องตกอยู่ในภาวะเข้ามุมอับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากปรับเนื้อหาตามใจฝ่ายหนึ่ง ย่อมทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็อาจเสียเพื่อน หรือถ้าไม่ปรับเนื้อหาเลย ย่อมมีผลทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย







