
กมธ.ปฏิรูปการเมือง-ยุติธรรมยื่นแก้ร่างรธน.ปมระบบเลือกตั้ง
กมธ.ปฏิรูปการเมือง - ยุติธรรม ประสานเสียงรื้อโครงสร้าง รธน. แก้ระบบเลือกตั้ง ที่มาสว.ที่มานายกฯ เปลี่ยนกลับจาก "พลเมือง" เป็น "ประชาชน"
กมธ.ปฏิรูปการเมือง - ยุติธรรม ประสานเสียงรื้อโครงสร้าง รธน. แก้ระบบเลือกตั้ง ที่มาสว.ที่มานายกฯ เปลี่ยนกลับจาก "พลเมือง" เป็น "ประชาชน"
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปและกระบวนการยุติธรรม พร้อมคณะ แถลงภายหลังยื่นคำขอแก้ไขนคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของกลุ่มการเมืองและกฎหมาย โดย ศ.สมบัติ ระบุว่า แนวคิดการขอแก้ไขเน้นให้เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่เหมาะสมกับสังคมไทย สั้นกระชับ เข้าใจง่าย เน้นการสร้างรัฐบาลให้เข้มแข็งและมีระบอบการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข็มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน มีความสมดุลของอำนาจนิติบัญญัติ และ บริหาร ตุลาการ
นายสมบัติ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่เสนอแก้ไขอาทิ การได้มาของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยรัฐสภาประกอบด้วย สส. 500 คน เป็น สส.เขต 400 คน แบ่งเป็นเขตใหญ่ เขตละ 2-3 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ส่วนที่มาของ สว. ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจังหวัดละ 2 คน รวม 154 คน โดยในส่วนการจัดการเลือกตั้งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้กำกับและจัดการเลือกตั้ง และมีอำนาจในการออกใบแดงและใบเหลือง และให้ตัด คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ออก
นอกจากนี้ ในประเด็นที่มาฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรี ต้องมาจาก สส. เท่านั้น และ รัฐมนตรีเป็นสส. ได้ พร้อมตัดมาตรา 181 182 เรื่องให้รัฐบาลเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเอง พร้อมเพ่ิมกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล ตามมาตรา 166 167 โดยให้สส. 1 ใน 10 สามารถยื่นเรื่องให้วุฒิสภา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระขึ้นมาพิจารณาและหากมีมูลให้ส่งใศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา นอกจากนี้ ในส่วนของอำนาจการถอดถอนที่ให้ที่ประชุม สส. สว. ลงมติเห็นชอบนั้น ได้เสนอให้เปลี่ยนเป็นหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณา
นายสมบัติ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นไม่ได้เสนอตัด แต่เห็นว่าในรัฐธรรมนูญ ควรเขียนสั้น กระชับ แต่รายละเอียดควรให้ไปกำหนดในกฎหมายลูก ซึ่งก่อนจะถึงวันเลือกตั้งก็คงมีความชัดเจน แต่ส่วนบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นสภาขับเคลื่อนั้นควรเปิดกว้างไม่กำหนดเฉพาะให้สปช.สนช. เท่านั้น โดยการเสนอแก้ไขครั้งนี้ ไม่ได้แก้ไขเพื่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าแต่ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ต่อไปอีก 100 -200 ปีเหมือนสหรัฐอเมริกา
ด้านนายเสรี กล่าวว่า การแก้ไขครั้งนี้ถือเป็นการแก้ไขในหลายส่วนที่ถือว่าเป็นการรื้อใหญ่ เร่ิมตั้งแต่ประเด็นที่เสนอแก้ไขคือการเปลี่ยนจากคำว่า ภาค เป็น หมวด โดยเรียกลำดับตามความสำคัญ และ หลักสากล เร่ิมตั้งแต่ หมวด 1 ทั่วไป และ แยกจากหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ออกจาก หมวด 3 ภาคประชาชน จากเดิมที่เคยรวมกัน พร้อมเปลี่ยนจากคำว่า "พลเมือง" เป็น "ประชาชน" อีกทั้งประเด็นขั้นตอนการพิจารณากฎหมายหากกฎหมาย จากเดิมที่หากผ่านความเห็นชอบของสภาแล้วส่งขึ้นทูลเกล้าฯแต่ไม่โปรดเกล้าฯลงมาในเวลาที่กำหนด ให้สภาสามารถยืนยันกฎหมายได้แต่ทางกลุ่มได้ขอแก้ไขเป็นหากไม่โปรดเกล้าฯลงมาให้ถือกว่ากฎหมายตกไป
นายดิเรก ถึงฝ่ัง รองประธานกมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ในส่วนประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะต้องมาจาก สส. เท่านั้น และจะไม่มีปัญหาว่าจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเพราะรัฐธรรมนูญระบุว่าหากภายในสามสิบวันหากยังไม่มีใครได้เสียงตามจำนวนที่ระบุภายใน 30 วัน ให้เสนอชื่อผู้ที่มีคะแนนสูงสุดขึ้นเป็นนายกฯ อีกทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องยุบสภาแล้วจะไม่มีนายกฯ หรือ รัฐมนตรี รักษาการ เพราะจะให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรีรักษาการและ ให้คัดเลือกกันเองเพื่อทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรักษาการ
นายนิรันดร์ พันธกิจ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาจัดทำประเด็นคำขอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การจัดทำคำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมีสมาชิกสปช.จำนวน 32 คน รวมประธานกมธ.2 คนเป็น 34 คน ร่วมลงชื่อ โดยเสนอแก้ไขทั้งหมด 129 ประเด็น มีรายละเอียด 123 หน้า







