posttoday
มรดกของพระ

มรดกของพระ

25 พฤษภาคม 2558

การมรณภาพของหลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ แห่งวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา แม้จะเป็นที่คาดได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ชาวพุทธทั่วไปก็อดที่จะอาลัยเสียดายท่านมิได้ เพราะท่านเป็นพระแท้รูปหนึ่ง วัตรปฏิบัติตลอดชีวิตของท่าน ท่านไม่ได้แสวงหาทรัพย์สินเงินทองเพื่อตัวเอง ไม่เคยนำบุญมาเป็นสินค้าหลอกขายให้ชาวพุทธ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการทุจริตยักยอกทรัพย์สินไม่ว่าของวัดหรือของบุคคลอื่นใด ไม่เคยโกหกหลอกลวงอ้างว่าเจ็บป่วยเพื่อไม่ไปพบเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ท่านป่วยท่านก็บอกว่าป่วย ทรัพย์สินที่ท่านได้รับบริจาคจากญาติโยมที่มาทำบุญ ท่านก็ไม่เคยนำไปปั่นหุ้น หรือลงทุนเหมืองทอง แต่ท่านนำไปช่วยสาธารณกุศล สร้างโรงพยาบาล

การมรณภาพของหลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ แห่งวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา แม้จะเป็นที่คาดได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ชาวพุทธทั่วไปก็อดที่จะอาลัยเสียดายท่านมิได้ เพราะท่านเป็นพระแท้รูปหนึ่ง วัตรปฏิบัติตลอดชีวิตของท่าน ท่านไม่ได้แสวงหาทรัพย์สินเงินทองเพื่อตัวเอง ไม่เคยนำบุญมาเป็นสินค้าหลอกขายให้ชาวพุทธ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการทุจริตยักยอกทรัพย์สินไม่ว่าของวัดหรือของบุคคลอื่นใด ไม่เคยโกหกหลอกลวงอ้างว่าเจ็บป่วยเพื่อไม่ไปพบเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ท่านป่วยท่านก็บอกว่าป่วย ทรัพย์สินที่ท่านได้รับบริจาคจากญาติโยมที่มาทำบุญ ท่านก็ไม่เคยนำไปปั่นหุ้น หรือลงทุนเหมืองทอง แต่ท่านนำไปช่วยสาธารณกุศล สร้างโรงพยาบาล

ท่านเป็นพระแท้ที่แม้จะพูดไม่เพราะ ไม่มีนะจ๊ะ นะจ๋า มีแต่กูกับมึง แต่ก็เป็นการพูดโดยธรรมชาติไม่ต้องดัดจริต ไม่ต้องเอาอกเอาใจญาติโยม ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด ท่านพูดของท่านอย่างนั้น ท่านสอนธรรมง่ายๆ ให้กับญาติโยมที่ไปกราบไหว้ไปทำบุญ

เมื่อท่านมรณภาพ ท่านยังฝากธรรมปฏิบัติที่ทำให้ผู้คนเคารพเลื่อมใสท่านยิ่งขึ้นไปอีก คือ การทำพินัยกรรมมอบสรีรสังขารให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อไว้ให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ ในอีกแง่มุมหนึ่ง การมอบสรีรสังขารให้เป็นอาจารย์ใหญ่เป็นอุบายธรรมที่กำลังบอกชาวพุทธว่า เมื่อคนเราตาย ร่างกายย่อมเน่าเปื่อยไปตามธรรมชาติ กลับคืนสู่ธาตุเดิมทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ทิ้งไว้คืนสู่โลกตามธรรมชาติของธาตุทั้งสี่ นอกจากนี้ ผลที่ได้จากการเป็นอาจารย์ใหญ่ คือ เป็นการป้องกันไม่ให้มีการนำเอาสรีรสังขารของท่านไปทำมาหากิน

สำหรับทรัพย์สินเงินทองที่มีผู้ไปทำบุญในงานศพของท่าน แม้ในทางกฎหมายจะไม่ใช่ทรัพย์มรดก แต่ก็คงไม่มีใครกล้าที่จะไม่ทำตามความประสงค์ของท่าน

เป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะที่หลวงพ่อคูณยังมีชีวิตอยู่ มีผู้คนหลั่งไหลจากทั่วประเทศไปทำบุญกับท่าน แม้ท่านจะรับเงินทองจากญาติโยมเพียงบางส่วน ก็ปรากฏว่ามีเงินที่บริจาคให้ท่านเป็นจำนวนมาก แต่ท่านนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ จึงไม่มีเรื่องความวุ่นวายจากการแย่งทรัพย์มรดก

เห็นปฏิปทาของหลวงพ่อคูณแล้ว ทำให้นึกถึงธัมมชโยแห่งธรรมกาย ที่เชื่อกันว่ามีเงินเก็บไว้เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ถ้าตายจะเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่เก็บไว้นั้น

พระที่ยังไม่บรรลุธรรม ยังมีกิเลส ย่อมไม่ต่างจากญาติโยม พระที่เป็นสมมติสงฆ์ จึงมีเรื่องทรัพย์สินเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง และด้วยเหตุที่พระก็ยังเป็นบุคคลตามกฎหมาย เป็นคนไทยที่อยู่ภายใต้กฎหมาย แม้จะต้องปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระพุทธองค์แล้ว ยังต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติด้วย แม้ในเรื่องของมรดกก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 บัญญัติไว้ว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

ในทางกฎหมาย มรดก หมายถึงเฉพาะทรัพย์สินเท่านั้น หนี้สินไม่เป็นมรดก แต่ถ้าบุคคลใดมีทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน เมื่อตายลง จะต้องนำหนี้สินนั้น หักออกจากทรัพย์สินในกองมรดกเสียก่อน เหลือเท่าใด ทรัพย์สินนั้นจึงจะตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท แต่ถ้ามีแต่หนี้สิน หรือมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ท่านที่เป็นทายาทก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องไปรับชดใช้หนี้สินแทนพ่อแม่ เว้นแต่แอบได้รับทรัพย์มรดกไว้ ก็จะถูกติดตามเอาทรัพย์นั้นมาชำระหนี้ได้ แต่ก็จะไม่เกินไปกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ

ฉะนั้นที่หลายคนห่วงกังวลว่า พ่อแม่สร้างหนี้สินไว้แล้ว ลูกจะต้องไปรับชำระหนี้แทน นั่นจึงเป็นอันสบายใจกันได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าจะคิดในทางศีลธรรมจรรยา คิดตามกฎแห่งกรรม ที่หนี้สินอาจจะติดตามผู้ที่
ก่อหนี้ไว้ไปในภพชาติต่อๆ ไป ฉะนั้นลูกหลานที่อยู่ในฐานะที่สามารถชำระหนี้ได้ ก็มักจะชำระหนี้แทนผู้ตาย เพื่อให้หมดเวรหมดกรรมต่อกัน

ทรัพย์มรดกที่จะตกทอดแก่ทายาทนั้น มีด้วยกัน 2 กรณี คือ ตกทอดในฐานะทายาทโดยธรรม และในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรม ความแตกต่างกันที่เข้าใจได้ง่ายๆ คือ ถ้าทำพินัยกรรมไว้ทรัพย์สินก็จะเป็นไปตามพินัยกรรม แต่ถ้าไม่ทำพินัยกรรมไว้ ก็จะเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นทายาทโดยธรรม

สำหรับพระภิกษุหากท่านมรณภาพ และมีทรัพย์สินอยู่ในขณะมรณภาพ ก็จะต้องจัดการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นเดียวกัน ตามบรรพ 6 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กฎหมายมรดกร่างขึ้นตั้งแต่ปี 2477ผู้ร่างกฎหมายในสมัยนั้นน่าจะรู้ธรรมวินัยรู้วัตรปฏิบัติของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินของพระภิกษุเอาไว้ด้วย โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 1622 ถึง 1624 ซึ่งขอสรุปให้เข้าใจง่าย ดังนี้

1.พระเมื่อยังครองสมณเพศอยู่ พระไม่มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดก ซึ่งคงเป็นเพราะพระควรจะเป็นเพศที่สละ ไม่ใช่แสวงหา 2.ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างครองสมณเพศอยู่นั้น ถ้ามรณภาพให้ตกเป็นของวัด เหตุผลคงเป็นเพราะญาติโยมเขาถวายเพราะความเป็นพระ ทรัพย์สินที่ได้จึงควรตกเป็นของวัด 3.ทรัพย์สินที่มีมาก่อนจะบวช เป็นทรัพย์สินไม่เกี่ยวกับเพศบรรพชิต ทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้จึงไม่ตกเป็นของวัด แต่จะตกได้กับทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย และ 4.ทรัพย์สินที่มีอยู่ ไม่ว่าจะได้มาก่อนบวชหรือในขณะเป็นพระก็ตาม พระภิกษุนั้นมีสิทธิจะทำพินัยกรรมยกให้ใครก็ได้

กิจธุระของพระภิกษุในพระพุทธศาสนามีเพียง 2 ประการ คือ การศึกษาพระธรรมวินัย และการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยกิจของสงฆ์ไม่มีการแสวงหาเงินทอง ไม่แสวงหาลาภสักการะ ยศถาบรรดาศักดิ์  เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องผูกมัดบุคคลให้วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร แม้ร่างกายก็ไม่ใช่แก่นสารสาระ ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องกังวล เมื่อตายก็ต้องทิ้งไว้ในโลก จึงไม่ควรอาลัยอาวรณ์กับร่างกาย

หลวงพ่อคูณท่านทิ้งปริศนาธรรมเอาไว้ให้พวกเราทั้งพระทั้งโยมได้นำไปพิจารณา แล้วแต่ปัญญาของผู้พิจารณาว่าจะเห็นดาวพราวพรายหรือเห็นโคลนตม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท