posttoday
‘จุดเปลี่ยน’ รร.ไร้คอร์รัปชั่น

‘จุดเปลี่ยน’ รร.ไร้คอร์รัปชั่น

25 พฤษภาคม 2558

ในช่วงที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ “นักเรียนประท้วงขับไล่ ผอ.” ขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต่างๆ ด้วยเหตุผลข้อกล่าวหาที่คล้ายๆ กัน นั่นคือ บริหารงานไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริต โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินงบไม่เหมาะสม การจัดซื้อจัดจ้าง การซื้อวัสดุการเรียนที่แพงเกินจริงและไม่มีคุณภาพ มีการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงโรงเรียน เงินบริจาค โดยไม่ชัดเจนว่านำไปทำอะไร ฯลฯ

ในช่วงที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ “นักเรียนประท้วงขับไล่ ผอ.” ขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต่างๆ ด้วยเหตุผลข้อกล่าวหาที่คล้ายๆ กัน นั่นคือ บริหารงานไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริต โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินงบไม่เหมาะสม การจัดซื้อจัดจ้าง การซื้อวัสดุการเรียนที่แพงเกินจริงและไม่มีคุณภาพ มีการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงโรงเรียน เงินบริจาค โดยไม่ชัดเจนว่านำไปทำอะไร ฯลฯ

ปรากฏการณ์ทางสังคมนี้ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในมุมลบมุมบวก บางคนมองว่า เด็กสมัยนี้ปกครองยาก ไม่เคารพผู้ใหญ่ บางคนมองว่าเป็นการเลียนแบบผู้ใหญ่ ไม่พอใจใครก็ออกมาประท้วงขับไล่ บ้างก็มองว่าเด็กเหล่านี้ถูกชักจูงยุยงจากกลุ่มตรงข้าม

ขณะเดียวกันก็มีจำนวนไม่น้อยที่มองในมุมบวกว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่น” ได้เริ่มขึ้นแล้ว เด็กเหล่านี้กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านความเคยชินเดิมๆ ที่ทุกคนรับรู้ กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการจัดการกับผู้มีอำนาจที่ประพฤติไม่เหมาะสม

คำถามสำคัญ คือ เด็กและเยาวชนจะสร้าง “จุดเปลี่ยน” ทางวัฒนธรรมคอร์รัปชั่นที่เรื้อรังมาเป็นเวลายาวนานในสังคมได้หรือไม่?

ในมุมมองของผมคิดว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสำนึก “รังเกียจการทุจริตประพฤติมิชอบ” และ “ไม่เพิกเฉย” ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และกระแสให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่างๆ เกิดความตื่นตัวในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และเกิดความกล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้องปกป้องสิทธิของส่วนรวม

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการใช้วิธีตั้งข้อกล่าวหาและประท้วงขับไล่ ไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ดีและถูกต้อง การใช้วิธีปลุกระดมมวลชนกดดัน ย่อมเป็นช่องให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีทำลายผู้บริสุทธิ์ได้ เพราะแน่นอนว่าข้อมูลที่เด็กๆ ได้รับย่อมเป็นการส่งต่อๆ กันมา เป็นเหมือนฟังความข้างเดียว ยิ่งเมื่อได้รับการปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง มักจะมั่นใจว่าผู้ที่ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายชี้แจงข้อเท็จจริง

ความคิดและการกระทำเช่นนี้ นับว่าเป็นอันตรายมากกว่าที่จะส่งผลดีต่อการแก้ปัญหา เป็นเหมือนการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาแบบมุมเดียว คือ ใช้สิทธิของตนเองในการออกมาประท้วงอย่างสันติ แต่ไม่ได้เรียนรู้ในอีกมุมหนึ่ง นั่นคือ การเคารพสิทธิของผู้ที่กล่าวหาด้วย หากการกล่าวหาของเราไม่เป็นความจริง ย่อมทำให้บุคคลผู้บริสุทธิ์นั้นต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง เท่ากับเป็นการ “หมิ่นประมาท” ถูกฟ้องกลับได้

ที่สำคัญวิธีนี้ย่อมเป็น “ช่องเปิด” ให้ฝ่ายตรงข้าม โดยอาศัยพลังมวลชนจำนวนมากให้เป็นฝ่ายตน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ผู้บริหารที่มีความตั้งใจดี แต่ถูกใส่ร้ายป้ายสีหมดกำลังใจที่จะทำหน้าที่ต่อไป และยิ่งหากไม่มีโอกาสได้ชี้แจงความจริง ย่อมเท่ากับทำลายคนดีไปโดยไม่รู้ตัว

แนวทางที่ถูกต้องเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ที่จะมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและจัดการกับผู้บริหารที่ตนสงสัยว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง มีช่องทางให้นักเรียนสามารถนำเรื่องร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระบบได้ง่ายและรวดเร็ว โดยให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ผมขอเสนอว่า กระทรวงศึกษาธิการควรร่วมมือกับองค์กรต่างๆ และภาคประชาชนที่ทำงานต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น จัดทำ “เส้นทางการร้องเรียน” ให้กับนักเรียน หากพบเห็นหรือมีข้อสงสัยว่าผู้บริหารในโรงเรียนของตนประพฤติไม่เหมาะสม จะต้องปฏิบัติอย่างไรเป็นขั้นเป็นตอน โดยไม่จำเป็นต้องรวมตัวประท้วง

ยกตัวอย่างเช่น การเปิดสายด่วนให้นักเรียนสามารถโทรมาร้องเรียนได้ โดยต้องมีหลักฐานข้อเท็จจริงมากเพียงพอ และทำให้มั่นใจว่าผู้โทรมาร้องเรียนจะได้รับการคุ้มครองเพื่อความปลอดภัย และต้องส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ภายในเวลา 7 วัน หลังรับเรื่องร้องเรียนแล้ว และจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน เป็นต้น

นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ ต้องเปิดช่องทางให้นักเรียนร้องเรียนไปยังสื่อมวลชน หรือองค์กรภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อกระตุ้นให้ผู้รับผิดชอบเกิดความตื่นตัวที่จะดำเนินการให้รวดเร็ว และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและภาคประชาชนเข้ามาช่วยตรวจสอบ

ที่สำคัญที่สุด เด็กและเยาวชนควรเรียนรู้เรื่องความเป็นธรรม ปฏิบัติต่อกันอย่างยุติธรรม มีใจที่เป็นกลาง รู้จักการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ให้เกียรติทุกคนอย่างเหมาะสม และยึดหลัก “คนบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ว่ามีความผิด” ไม่ใช่ยึดหลักว่า “คนผิด จนกว่าจะพิสูจน์ตนเองว่าบริสุทธิ์” ยึดกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาตัดสิน

เด็กและเยาวชนจะเติบโตเป็นคนที่รังเกียจการทุจริตคอร์รัปชั่่น และลุกขึ้นมาจัดการโดยใช้ “กฎหมู่” หรือ “กฎหมาย” จะใช้ “เหตุผล” หรือให้ “อารมณ์” พาไป ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในวันนี้จะส่งเสริมและอบรมสั่งสอนพวกเขาไปในทิศทางใด

ในความเห็นของผม เด็กทุกคนจำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้วิธีการแสดงออกอย่างถูกต้อง เป็นขั้นเป็นตอน และการประท้วงควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากที่ทุกๆ ขั้นตอนล้มเหลวแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์