
ไม่แทรกแซง
ประเด็นปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจาและบังกลาเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว ดังนั้น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นโยบายของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่จะไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน กลับกลายเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาดังกล่าว
ประเด็นปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจาและบังกลาเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว ดังนั้น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นโยบายของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่จะไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน กลับกลายเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาดังกล่าว
ยับสวีเซ็ง ประธานร่วมของคณะกรรมการจัดการประชาสังคมอาเซียนแห่งชาติมาเลเซีย แสดงทัศนะว่า อาเซียนจะต้องจัดการที่ต้นตอของปัญหาผู้อพยพ โดยเฉพาะประเด็นชาวโรฮีนจา
ดังนั้น ประธานคนดังกล่าวจึงระบุว่า อาเซียนควรทบทวนนโยบายการไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน ภายหลังจากที่ประเด็นชาวโรฮีนจาไม่ได้กระทบแต่เพียงพม่าเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อประเทศอื่นๆ ด้วย
"การทบทวนนโยบายเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าอาเซียนยังต้องการที่จะเป็นภูมิภาค" ยับสวีเซ็ง กล่าว
นอกจากนี้ ยับสวีเซ็งยังแสดงทัศนะอีกด้วยว่า มาเลเซียซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปี 2015 นี้ ควรใช้โอกาสในการประชุมอาเซียนครั้งหน้า ในการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา โดยมาเลเซียจะต้องจัดทำภารกิจเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นโรฮีนจา
การแสดงทัศนะดังกล่าวสอดคล้องกับดาโต๊ะ ซาอิฟูติน อับดุลลาห์ ประธานขบวนการสายกลางโลก (จีเอ็มเอ็ม) ระบุว่า การไม่แทรกแซงกันเป็นความคิดล้าสมัย โดยหากนโยบายดังกล่าวได้รับการแก้ไข หลายปัญหาในอาเซียนจะได้รับการแก้ไข ไม่ใช่เพียงแต่ประเด็นผู้อพยพเท่านั้น
บรรยายภาพ : ผู้อพยพชาวโรฮีนจา (ที่มา : อีพีเอ)







