posttoday
ครบ1ปีคสช.ทรุดปรองดองล่ม-ปฏิรูปเหลว

ครบ1ปีคสช.ทรุดปรองดองล่ม-ปฏิรูปเหลว

25 พฤษภาคม 2558

ครบรอบ 1 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงมือทำรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครบรอบ 1 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงมือทำรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

ช่วงเวลานี้ของปีที่แล้วเสียงสรรเสริญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กระหึ่มทั่วบ้านทั่วเมือง เนื่องจากช่วยลดการสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีอุดมการณ์การเมืองแตกต่างกัน 2 กลุ่ม ประกาศพร้อมสู้ตายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเองซึ่งทุกฝ่ายต่างหวังว่าการลงทุนรัฐประหารรอบนี้จะสร้างการปฏิรูปอย่างแท้จริง โดยไม่เสียของเหมือนในอดีต

มาถึงจุดนี้แม้ภารกิจบางส่วนของ คสช.จะเดินหน้าไปได้ แต่การปฏิรูปโครงสร้างของประเทศในด้านต่างๆ ยังเป็นคำถามว่าล้มเหลวหรือไม่

ทั้งนี้ คสช.ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการปฏิรูปต่างๆ ไม่ค่อยมีความคืบหน้ามากนัก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การปฏิรูปตำรวจ เพราะเกิดภาวะความขัดแย้งภายในรุนแรงของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำให้การเสนอรายงานการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต่อ สปช. ต้องล่มไม่เป็นท่า ก่อนที่จะมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ด้วยการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งเท่ากับว่าประเทศไทยต้องเสียเวลาต่อไปอีก

ไม่ต่างอะไรกับการปฏิรูปการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น คสช.ส่งสัญญาณในการเอาจริงเอาจังกับการล้างบางกระบวนการทุจริตในหมู่ราชการมาตลอด แต่เอาเข้าจริงรูปธรรมที่ควรดำเนินการ เช่น การเสนอกฎหมายให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้เกิดการวางรากฐาน กลับยังไม่เห็นปรากฏออกมา

ส่วนกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ สนช.เพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อไม่นานมานี้นั้น ก็เป็นแค่กฎหมายที่ ป.ป.ช.ส่งมาให้สนช.แก้ไขบางประเด็นเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขขององค์การสหประชาชาติ ไม่ใช่กฎหมายที่สะท้อนถึงการแก้ไขในระยะยาวเท่าไหร่

ขณะที่การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แช่แข็งบิ๊กข้าราชการที่ส่อว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต เอาเข้าจริงก็อาจเป็นแค่การใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า

อีกเรื่องที่ไม่ค่อยเดินหน้าเท่าไหร่นักเห็นจะเป็น “การลดความเหลื่อมล้ำ” แม้ล่าสุด สนช.เพิ่งจะให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรับภาษีมรดก ที่มีสาระสำคัญ คือ การให้ผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวหรือหลายคราว ถ้าได้รับมาจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตรา 10% ของมูลค่าในส่วนที่ต้องเสียภาษี และถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานให้เสียภาษีในอัตรา 5%

ทว่า โดยเนื้อแท้แล้วกฎหมายฉบับนี้ไม่ค่อยน่าประทับใจนัก เนื่องจากเดิมทีตอนเสนอร่างกฎหมายเข้า สนช. รัฐบาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ที่ 50 ล้านบาท แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงในชั้นการพิจารณาของ สนช.มาเป็น 100 ล้านบาท ซึ่งนั่นหมายความว่าในทางปฏิบัติอาจทำให้มีจำนวนคนที่เสียภาษีน้อย เพราะความเป็นไปได้คนของที่จะได้รับมรดก 100 ล้านบาท มีน้อยกว่าคนที่จะได้รับมรดก 50 ล้านบาท

สำหรับการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยอมรับการทำงานของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ และคณะ มีความคืบหน้าเป็นอย่างมากและเป็นไปตามปฏิทินที่ได้ตั้งเอาไว้ และมีเนื้อหาเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด จนพอจะเห็นเค้าว่าหน้าตาของประเทศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 315 มาตรา ที่เต็มไปด้วยความสวยงาม กลับสร้างความขัดแย้งในวงกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากมีบทบัญญัติหลายมาตราที่หลายฝ่ายเห็นว่าไม่เหมาะสม เช่น การเพิ่มอำนาจให้กับนายกรัฐมนตรีในการเสนอขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การตั้งสารพัดองค์กรในนาม “สมัชชา” จำนวนมาก ท่ามกลางข้อสงสัยว่ามีความจำเป็นหรือไม่ เป็นต้น

เรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าสร้างชนวนร้าวหนักแล้ว แต่ท่าทีของรัฐบาลต่อการสร้างความปรองดอง กลับเป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่มีทีท่าว่า คสช.จะแก้ไขได้

เหตุผลประการสำคัญที่ไม่สามารถทำให้ คสช.สร้างบรรยากาศปรองดองได้มาจาก “การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีจุดพอดี”

โดยมีหลายต่อหลายครั้งที่ คสช.ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เช่น การให้เจ้าหน้าที่ไปสกัดกั้นไม่ให้มีการตั้งเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มาจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปทำการจับกุมนักศึกษาที่แสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ต่อการทำงานของ คสช. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งเป็นการตอกย้ำให้รอยร้าวและแผลลึกในทางการเมืองใหญ่และลึกมากขึ้น ขณะเดียวกันได้สะท้อนให้เห็นว่า คสช.กำลังหลงทางในการสร้างความปรองดอง เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่ คสช.จะบังคับให้ประชาชนเห็นด้วยกับ คสช.ได้ในทุกเรื่อง

ทั้งหมดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ คสช.ต้องทบทวนในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทั้งหมดตลอดกว่า 365 วันที่ผ่านมา แม้ คสช.จะมีเจตนาที่ดี แต่หากเจตนาที่ดีนั้นกำลังสร้างปัญหาใหญ่ตามมา ก็สมควรที่จะพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท