
สร้างชาติด้วยนวัตกรรม กับ ‘ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ’
คงจะมีคนไทยจำนวนน้อยที่จะรู้ว่าตามห้องแล็บชั้นนำของโลก มีนักวิทยาศาสตร์ไทยทำงานวิจัยค้นคว้าอยู่
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
คงจะมีคนไทยจำนวนน้อยที่จะรู้ว่าตามห้องแล็บชั้นนำของโลก มีนักวิทยาศาสตร์ไทยทำงานวิจัยค้นคว้าอยู่ โดยที่คนไทยไม่มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากงานของเพื่อนร่วมชาติเลย เนื่องจากประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา (R&D) น้อยจนเกินไป
ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ นักวิทยาศาสตร์และนักบริหารสถาบันค้นคว้าและวิจัยชั้นนำของโลก เป็นเพชรเม็ดงามที่ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่นโปรดักส์ (ทียูเอฟ) ผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก คว้ามาทำงานให้กับศูนย์วิจัยนวัตกรรมของทียูเอฟ หรือ Global Innovation Incubators (GII) ในตำแหน่งสูงสุดขององค์กร คือ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแห่งนี้
ก่อนที่ธัญญวัฒน์จะตกลงปลงใจมาทำงานกับบริษัทของคนไทยนั้น เขาเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเอเชียแปซิฟิก ของ Mead Johnson Nutrition บริษัทผลิตอาหารระดับโลก ในช่วงที่ทำงานอยู่ได้บังเอิญเจอเจ้าของบริษัท ทียูเอฟ ซึ่งธีรพงศ์ชวนให้มาร่วมงานนาน 2-3 ปี ก่อนที่เขาจะตัดสินใจย้ายที่ทำงาน
“ผมบอกว่า ขอเป็นที่ปรึกษาดีไหม แต่คุณช้าง (ธีรพงศ์) ไม่ยอม อยากให้ผมมาบริหารศูนย์วิจัยที่เขากำลังคิดจะตั้งขึ้นในไทย เพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านอาหารทะเลออกมา เพราะเห็นว่านี่คืออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารไทย” ธัญญวัฒน์ กล่าว
จุดที่ทำให้เขาตกลงปลงใจย้ายกลับมาทำงานในไทย ก็เพราะทึ่งในวิสัยทัศน์ เห็นว่าธีรพงศ์เชื่อว่านวัตกรรมจะเปลี่ยนกุ้ง ปู ปลา ไปเป็นสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มได้มาก ศรัทธาในงานวิจัยและไว้วางใจเขา อีกทั้งศูนย์วิจัยอาหารทะเลยังไม่มีการตั้งขึ้นในโลก งานนี้จึงเป็นงานท้าทายที่เขาจะมีโอกาสสร้าง GII ให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก
“คุณช้างพาผมไปเดินที่โรงงานผลิตปลาทูน่าที่ จ.สมุทรปราการ ผมบอกคุณช้างว่า คุณทำเงินหล่นไปทั่วโรงงานเลย ขยะนั่นแปรเป็นเงินได้ แม้กระทั่งน้ำเสียก็ทำเงินได้ แทนที่จะเสียเงินไปสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย น้ำล้างปลามีทั้งโปรตีน มีทั้งโอเมก้า 3 เราสามารถนำเอาไปทำอย่างอื่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้” ธัญญวัฒน์ กล่าว
เมื่อตกลงปลงใจเข้าบริหาร GII ก็เข้าไปวางกลยุทธ์และแผนงานว่าควรจะทำอย่างไรให้มันเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากการลงทุนทำ R&D มีราคาแพงมาก และโอกาสจะได้ทุนคืนก็นาน แต่ก็ได้รับการสนับสนุนทุ่มเงินให้อย่างไม่น่าเชื่อ
“ผมของบไป 300 ล้านบาท ก็ได้รับการอนุมัติลงมาอย่างไม่มีการเสียดาย ผมก็ดำเนินการต่อด้วยการขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และหารือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ว่าจะร่วมมือกันได้อย่างไรบ้าง บังเอิญผมจบจากมหิดล ก็มาคุยกับคณะวิทยาศาสตร์จนลงตัว ว่าเราจะตั้งสถาบันในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการร่วมมือทางวิชาการด้วย ซึ่งผมสามารถตั้ง GII ขึ้นภายใน 6 เดือน ซึ่งสถาบันเปิดดำเนินงานเมื่อปลายปีที่แล้ว” ธัญญวัฒน์ เล่าให้ฟัง
เขาเล่าต่ออย่างมีความสุขถึงงานที่ทำว่า “ผมดึงนักวิจัยมาร่วมทำงานได้ 76 คน ทุกอย่างใหม่หมด ทุกคนตื่นเต้นรวมทั้งผมด้วย ที่จะต้องคิดว่าผมนำเงินเขามาละลายเล่นหรือเปล่า ผมจะสร้างอะไรใหม่ๆ ที่นี่ ก่อนอื่นเราจะต้องสร้างบรรยากาศการทำงานให้ทุกคนรู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ศูนย์วิจัยนี้ทุกอย่างเป็นกระจก มองเห็นกันและกันได้หมด รวมถึงห้องทำงานของผมด้วย
เมื่อเราทำงานด้วยความสนุกและมีความสุข ทุกคนดึงประสิทธิภาพในตัวออกมาใช้ ภายในเวลา 4 เดือน เราสามารถค้นคว้างานวิจัยใหม่ได้หลายชิ้น และได้นำไปยื่นจดสิทธิบัตรกับกระทรวงพาณิชย์ และอาจจะต้องจดในต่างประเทศอย่างน้อย 3 ชิ้น และอาจจะมีต่อเนื่องออกมาอีกในเร็วๆ นี้”
ธัญญวัฒน์ กล่าวว่า นี่คือครีเอทีฟอีโคโนมีของแท้ โดยธรรมชาติแล้วหากเราคิดอะไรใหม่ๆ ออกมา แค่สินค้าวางตลาดก็โดนก๊อบปี้ แต่เรามีเงินทุนวิจัยให้สูงขึ้นไปจนไม่ให้ใครก๊อบปี้เราได้ นวัตกรรมใหม่ๆ จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนไม่ได้หากไม่มีการทุ่มเททั้งเงินและเวลา อดทน และทีมงานที่ดี
“ผมมีความเชื่อว่า นวัตกรรมสร้างชาติได้ เราสามารถทำสินค้าของเราให้ไม่เหมือนใครได้ แต่ก็น่าแปลกใจ หากเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจบริษัทเอกชนจะประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งงบที่จะถูกตัดก่อนคืองบ R&D ซึ่งเป็นยูนิตที่ทำเพื่ออนาคตของบริษัท คุณตัดงบนี้เท่ากับคุณตัดอนาคตของคุณเอง ซึ่งผมทำงานกับบริษัทต่างชาติ ผมไม่เคยถูกตัดงบวิจัย ไม่ว่าสถานการณ์บริษัทจะเป็นอย่างไร” ธัญญวัฒน์ กล่าว
เมื่ออนาคตของบริษัทวางไว้ในมือของการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ธัญญวัฒน์ บอกว่า นักวิจัยต้องเข้าใจตลาด รู้ว่าอะไรที่จะตรงตามความต้องการผู้บริโภค เราเอาผลวิจัยเข้าไปใส่ เช่น การกินปลาจะช่วยลดความเครียด และมีอะไรที่เป็นความจริงแต่ผู้บริโภคไม่รู้และเราจะต้องบอกเขา เราก็ต้องทำการค้นคว้าวิจัยออกมา
“ผมต้องการงานวิจัยที่กินได้ มันถึงจะมีประโยชน์ ซึ่งเราจะมุ่งมั่นทำต่อไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า เราอาจจะมีนวัตกรรมด้านอาหารทะเลที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบในโลกก็เป็นได้”
อย่างไรก็ดี นักวิจัยที่เป็นนักบริหารผู้นี้มองเห็นว่า ประเทศไทยขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์อย่างหนัก ขาดแคลนบุคลากรในสาขาที่จะเป็นอนาคตของประเทศ ซึ่งเขาได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ที่จะต้องเร่งแก้ไขและยินดีที่จะช่วยเหลือหากรัฐต้องการ
“ไม่ใช่เราไม่มีคนเก่ง คนเก่งของเรากระจายไปอยู่ที่ศูนย์วิจัยทั่วโลก แต่เรานำมันสมองเหล่านี้กลับมาสร้างชาติไม่ได้ เพราะอะไร เราต้องไปคิดให้ดี เพราะในอนาคตคนอาจจะไม่ได้ต้องการแค่ข้าวที่เป็นเมล็ด ไม่ได้ต้องการเนื้อหมู ผัก ในรูปแบบเดิมๆ อาจจะต้องการในรูปแบบอื่น เรามีการคิดล่วงหน้าว่าจะเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของเราอย่างไรบ้าง นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง ผมอยากเห็นประเทศไทย
ก้าวล้ำไปอีกขั้นหนึ่ง” ธัญญวัฒน์ กล่าว
วันนี้งานวิจัยของ GII ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อการส่งออกได้เป็นรูปธรรม ด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกไปตีตลาดโลก และสร้างเงินจากของเสียที่ได้จากการผลิตปลาทูน่ากระป๋องของทียูเอฟ มาเป็นปลาป่น อาหารกุ้ง ซอสปรุงรส ฯลฯ
ธัญญวัฒน์ ทิ้งท้ายไว้ว่า ตอนนี้เรากลายเป็นสถาบันที่ทุกคนจะต้องมาดู และจะมีนักวิจัยจากต่างชาติเข้ามาร่วมงานด้วยอีกหลายคน สิ่งที่ผมต้องการเห็น คือ เด็กไทยรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นนักวิจัย อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่อยากเป็นแต่นักร้อง นักแสดง ซึ่งสื่อเองก็มีส่วนที่จะช่วยสร้างชาติ สร้างคนในสายงานวิทยาศาสตร์ได้







