
ส่งเสริมการผลิตผืนใหญ่
ภาคเกษตรยังต้องส่งเสริมและสนับสนุนอีกหลายด้าน ขณะนี้ปีติพงศ์ระบุว่ากำลังประสานสถาบันการศึกษาเพื่อฟื้นฟู “วิทยาลัยเกษตรกรรม”
ภาคเกษตรยังต้องส่งเสริมและสนับสนุนอีกหลายด้าน ขณะนี้ปีติพงศ์ระบุว่ากำลังประสานสถาบันการศึกษาเพื่อฟื้นฟู “วิทยาลัยเกษตรกรรม” ที่หายไปให้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง โดยหวังจุดประกายความคิดให้คนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถหันมาทำการเกษตร
“เราตั้งความหวังจะนำคนเหล่านี้กลับมาเป็นผู้จัดการในภาคเกษตร จะเป็นแนวทางทำให้ภาคเกษตรได้รับการพัฒนามากขึ้น” ปีติพงศ์ ระบุถึงนโยบายที่กำลังผลักดัน
สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนั่นคือการผลักดันระดับนโยบายด้วยการส่งเสริมการผลิตในปีเพาะปลูกใหม่ที่จะไม่ใช้ระบบเดิมอีกต่อไป แต่จะใช้ระบบควบคุมพื้นที่เป็นผืนใหญ่ หรือโซนนิ่ง อาทิ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องปลูกข้าวแบ่งพื้นที่เป็นโซนนิ่ง โดยมีผู้จัดการโครงการรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ โดยจะเข้าไปดูทั้งการผลิตและการจำหน่าย
“จะมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างไร จะขายอย่างไร จะใช้เทคโนโลยีอย่างไร และการใช้น้ำอย่างไร ซึ่งโมเดลนี้เคยทำเมื่อ 30 ปีก่อน เช่น โครงการลุ่มน้ำเจ้าพระยา โครงการน้ำอูน เป็นต้น วันนี้ถ้าเราสามารถแบ่งเป็นโซนนิ่งได้ เช่น ลุ่มเจ้าพระยาเป็นข้าวขาว ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเป็นข้าวเหนียว
“ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นข้าวหอมมะลิ ภาคเหนือเป็นข้าวไร่ ข้าวญี่ปุ่น หรือภาคใต้มีข้าวสังข์หยด เป็นจุดขาย เราจะชูจุดเด่นสิ่งเหล่านี้ ขณะเดียวกันจะขึ้นบัญชีรายชื่อเกษตรกร นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะทำและจะได้เห็นในฤดูการเพาะปลูกปีนี้แน่นอน” รมว.เกษตรฯ ระบุ
อีกบทบาทจะเร่งดำเนินการบริหารจัดการทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ในภาคการผลิต กล่าวคือ การบริหารจัดการน้ำทั้งในและนอกระบบชลประทานให้ทุกเรือกสวนไร่นาได้มีน้ำใช้ ด้วยการพัฒนาศักยภาพในการส่งน้ำ ระบบสูบน้ำต้องดีขึ้น และมีอ่างเก็บน้ำที่เป็นภารกิจถ่ายโอนให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นประมาณ 6,000 กว่าแห่ง ระบบที่ว่าคือจะเอาน้ำไปเข้าในแปลงนา นี่คือแนวทางการบริหารด้านอุปทาน
ด้านอุปสงค์ คือการจัดการระบบปลูกพืช เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยากลับมีการปลูกข้าวสามรอบครึ่ง ซึ่งมีการใช้น้ำเยอะมาก ดังนั้นจึงมีการตั้งงบประมาณในการดำเนินการเรื่องนี้ให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และผลผลิตจะต้องสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วย
สำหรับการแก้ปัญหาที่ทำกิน มี 2 ประเด็น คือ ที่ดินทำกินกับดิน ที่ดินทำกินเป็นปัญหาเจ็ดชั่วโคตร โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ ยอมรับว่ายังนึกไม่ออกว่าจะแก้อย่างไร แต่ที่แก้ได้และกำลังทำอยู่ คือ 1.เร่งออกผังเมืองจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งกำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อกันพื้นที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรไว้ 2.มีคำสั่งให้เข้มงวดการเช่าที่นา และ 3.พยายามเข้มงวดการออก ส.ป.ก. พร้อมกับการจัดการระบบข้อมูลว่าใครมีที่ดินเท่าไร
“ปัญหาการสูญเสียที่ดินเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจจริงๆ เป็นเหมือนวัวพันหลัก ถ้าเกษตรกรเกิดเจ๊งขึ้นหนึ่งรอบการผลิต กว่าจะใช้หนี้ได้ต้องมีปีที่ทำการเกษตรดีถึง 3 ปี จึงจะใช้หนี้หมด ถ้าปลูกข้าวต้องราคาดีถึง 3 ปี ถ้าเป็นเช่นนั้นขายที่นาดีกว่า ดังนั้นเราต้องทำเรื่อง อื่นๆ ด้วยที่อาจจะไม่เกี่ยวกับเกษตรกรโดยตรง เช่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ หรือการบริหารจัดการที่ดิน เป็นต้น”
ขยายความถึงการผลักดันให้เกษตรกรรายย่อยสามารถต่อกรกับบริษัทใหญ่ ปีติพงศ์ อธิบายว่า ต้องสร้างพื้นที่การลงทุนร่วมระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกร โดยอิงกับดิจิทัลอีโคโนมี หมู่บ้านไหนหรือชุมชนไหนต้องการร่วมมือกับภาคเอกชน ภาครัฐจะเป็นฝ่ายอำนวยความสะดวกให้ร่วมทุนกันในรูปแบบซีเอสอาร์ โดยภาครัฐถือกติกาไม่ให้มีสัญญาเอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน
ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณามาตรการทางภาษี สนับสนุนสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวกับการลงทุนซีเอสอาร์ ซึ่งหากดำเนินการได้จะเป็นนวัตกรรมการลงทุนอีกแบบหนึ่งในอนาคต
“การร่วมทุนที่ว่าจะแตกต่างกับเกษตรพันธสัญญาหรือตกเขียว คือ การแชร์ร่วมทุนในรูปแบบซีเอสอาร์ โดยภาครัฐจะเป็นผู้ประเมินทุนเกษตรกรด้านที่ดิน และสัดส่วนแรงงานเป็นเท่าไรของการลงทุนทั้งหมด แต่ถ้าตกเขียวคือทำสัญญาบริษัทจ่ายเงินต้นทุนทั้งหมด เกษตรกรออกแรง บริษัทนำไปขายมาได้เท่าไรจะแบ่งให้”
นโยบายอีกเรื่องคือตลาดชุมชน หรือตลาดเกษตรกร แนวคิดนี้ดีแต่ทำยาก ต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายที่ให้เกษตรกรนำของดีมาขายในตลาดชุมชน







