
‘ปีติพงศ์’ ลั่นสู้ทุนใหญ่ เพิ่มทางรอดเกษตรกรไทย
“ตอนที่เข้ามาใหม่ๆ ผมก็หนักใจ เพราะกระทรวงเกษตรฯ เปลี่ยนไปอย่างมาก” ความรู้สึกของ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์, ปริญญา ชูเลขา
“ตอนที่เข้ามาใหม่ๆ ผมก็หนักใจ เพราะกระทรวงเกษตรฯ เปลี่ยนไปอย่างมาก” ความรู้สึกของ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่หวนมานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในยามประเทศคับขัน
“ช่วงที่ออกไปเศรษฐกิจประเทศกำลังขาขึ้น ทุกอย่างไม่ยากเท่าไร แต่วันนี้เหมือนฝีแตก ใครจะนึกว่าวันนี้เราเจอปัญหาไอยูยู ปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น สต๊อกข้าว 18 ล้านตัน ยางเต็มสต๊อก แถมราคาตกต่ำ หรือคนแก่อยู่ในภาคเกษตรเยอะมากมาย หรือมีการโกงที่ดินกันมากขนาดนี้” นี่คือสภาพปัญหาที่ปีติพงศ์ต้องมาแบกรับ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าทันทีที่เข้ามาจะต้องโดนด่าตั้งแต่วันแรก “กลับมาก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เพราะปัญหาเยอะมาก ใครอยู่กระทรวงนี้โดนด่าทุกคน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้เอาสิ่งเหล่านั้นมาพิจารณาและแก้ไข
“ถ้าไม่เอามาพิจารณา แสดงว่าเราไม่มีกระจกส่อง ส่วนกระจกจะเบี้ยวหรือไม่อย่างไรก็ว่ากันไป แต่ถามว่าถ้า คสช.ให้ออกก็พร้อมออก เพราะเราทำดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ ตลอดเวลาตั้งแต่รับราชการตั้งแต่เด็กพยายามทำดีที่สุด ไม่เคยสักวันที่ไม่นึกถึงงานราชการ แต่ไม่ได้ประสาทกินกับเรื่องบางเรื่องมากเกินไป เพราะถ้าคิดมากก็ไปเล่นดนตรีดีกว่า
“ผมไม่ใช่พวกใคร ผมเป็นพวกเกษตรกร ผมไม่พยายามใส่งอบ ใส่เสื้อม่อฮ่อม เพราะผมไม่ใช่เขา แต่พระเจ้าให้ผมมาอยู่ตรงนี้” ปีติพงศ์ ระบุ
แม้ความเป็นลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯ จะทำให้ปีติพงศ์รู้เรื่องภาคเกษตรดี แต่ใช่ว่าจะง่าย “ผมเหนื่อยมากที่เป็นรัฐมนตรี คิดเยอะเหมือนกันตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชวนมาอยู่เพราะเดิมก็มีงานเยอะอยู่แล้ว ผมมีงานบริษัท มีงานราชการยังต้องทำ อยู่สบายๆ อยู่แล้ว และที่สำคัญก็ไม่มีใครที่อยากจะมาทำเรื่องเกษตรหรอก เพราะลำบาก และถูกด่าทุกวัน”
ปีติพงศ์ ขมวดปมปัญหาในกระทรวงเกษตรฯ ว่าอยู่ที่หลักคิดของคนที่เกิดขึ้นทุกระดับ ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา หน่วยราชการโดนการเมืองข่มขืน จึงทำให้ข้าราชการคิดอะไรต่อไม่เป็น คือการทำทุกอย่างจากคำสั่งนักการเมือง
ขณะที่ภาคการวิจัยและพัฒนามีน้อยมาก เมื่อก่อนกรมประมงมีผลงานวิจัยเยอะมาก กรมวิชาการเกษตรมีการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ออกมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีดอกเตอร์มากที่สุด ขณะที่ศักยภาพตัวข้าราชการกลับอ่อนแอ เช่น ภาษาอังกฤษน่าเป็นห่วงที่สุด และความสามารถด้านไอทีในการใช้บริหารราชการอ่อนมากๆ
“ความอ่อนแอในกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไร สังคมต้องคิดเอาเอง ตอนที่ผมออกไป ผมทิ้งทุกอย่างเลยนะไม่คิดจะกลับมาเหยียบที่นี่อีก แม้มีคนเชิญมาให้เป็นโน่นเป็นนี่ก็ไม่เอา ไม่เคยยุ่ง ไม่เคยฝากคนเข้าทำงานเสียด้วยซ้ำ ไม่เคยถามถึง หรือแม้แต่ให้เป็นกรรมการนโยบายก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
“วันนี้โลกเปลี่ยนไปมาก วิธีการแก้ไขปัญหาแบบเก่าๆ ทำไม่ได้อีกแล้ว เช่น การส่งเสริมหรือการขายของในโลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการงานเกษตรมากยิ่งขึ้น หรือไบโอเทคโนโลยีก้าวไปไกลมาก หรือกิจการต่างประเทศด้านเกษตรก็มีเรื่องให้ยุ่งเต็มไปหมด เช่น ไอยูยู เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ
“หรือการบริหารจัดการงบประมาณกลายเป็นสิ่งที่เป็นสูตรสำเร็จมาตั้งแต่ระดับชั้นกรรมาธิการว่างบฯ ส่วนนี้อะไรควรไปอยู่ที่ไหน พูดแบบนี้คงเข้าใจ อย่างที่เห็นอยู่ แต่ก็ไม่ได้หนักใจอะไร เพราะต้องทำงานกันไป ผมอายุมากแล้วออกไปอีกทีก็ไปเตรียมตัวตาย หรือเรียกว่า มรณสติ ผมแก่แล้ว ผมรู้ตัวตลอดเวลา
“สิ่งที่เป็นปัญหาในขณะนี้ มีการผูกขาดบางอย่าง โดยเฉพาะการผูกขาดด้านราคา ถือว่าไม่เป็นธรรมระหว่างราคาที่เกษตรกรขายได้กับราคาที่แท้จริง เพราะว่าการแข่งขันไม่สมบูรณ์ แม้ในความเป็นจริงสมบูรณ์ไม่ได้ แต่น่าจะดีกว่านี้ อาทิ ตลาดยางถ้ารัฐบาลไม่แทรกแซงด้วยโครงการมูลภัณฑ์กันชนราคาจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ
“คิดดูอุตสาหกรรมรถยนต์ยังขายได้ สต๊อกยางในต่างประเทศลดลง แต่เพิ่งมาเพิ่มขึ้นไม่นานมานี้ หรือต้นทุนการผลิตปุ๋ยยังสูงอยู่แม้ราคาน้ำมันด้านการขนส่งลดลงกว่าครึ่ง แต่ราคาปุ๋ยกลับไม่ลดลงเลย เกิดอะไรขึ้นและบางรายการกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
“นี่คือความบิดเบือนของกลไกตลาด ส่วนปัญหาเกษตรพันธสัญญาคนทำสัญญาจะเป็นผู้ทราบดีว่าตัวเองเสียเปรียบหรือไม่เสียเปรียบ จะให้ภาครัฐไปคอยปกป้องก็ปกป้องได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้จะว่าบริษัทใหญ่ แต่ระบบไม่เป็นธรรมจริงๆ ถ้าแข่งขันกันเป็นธรรม หรือความแตกต่างด้านราคาที่ฟาร์มและปลายทางเป็นธรรม หรือราคาปัจจัยการผลิตมีเหตุผลตามสภาวะเศรษฐกิจ
“ขณะนี้หาคำตอบไม่ได้ เพราะว่ามีใครสักคนที่จัดการสิ่งเหล่านี้ คือเราไม่ได้หวังโลกใบนี้จะสมบูรณ์ไปทุกอย่าง แต่คิดว่าต้องดีกว่านี้ ถ้าผู้ผลิตใช้เวลา 3 ชั่วโมงเพื่อให้เงินหรือรายได้เพิ่มขึ้น 10 สตางค์ แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้น 50% รับรองไม่มีเกษตรกรคนไหนผลิต
“ดังนั้น วันนี้ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างใหญ่ เพราะเชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพและฝีมือในการผลิต ที่สำคัญวิทยาการภาคเกษตรไทยเข้มแข็งมาก แต่ตอนนี้เราจะทำอย่างไรให้วิทยาการด้านการเกษตรก้าวหน้า เป็นครัวของโลกได้จริง นี่คือความคาดหวังสูงสุด” รมว.เกษตรฯ ระบุ
ปีติพงศ์ ยอมรับว่า ภาคเกษตรไทยระบบทุนเป็นใหญ่ ดังนั้นการค้าของไทยจะเป็นระบบกึ่งๆ รายใหญ่มีอำนาจเหนือตลาด ดังนั้นปัจจัยการผลิตควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ควรจะทำคือ จะทำอย่างไรให้มีการป้องกันตัวของปัจจัยการผลิตให้มากยิ่งขึ้น เช่น ปุ๋ย ภาครัฐสนับสนุนให้มีการทำปุ๋ยทางเลือก ผสมปุ๋ยกันเองภายในชุมชนให้มากขึ้น การทำปุ๋ยชีวภาพ หรือใช้ปุ๋ยหมักทดแทนให้มากยิ่งขึ้น แม้จะทราบดีว่าอาจจะทดแทนได้ไม่ทั้งหมด หรือแม้แต่ยาฆ่าแมลงก็พยายามเสนอแนวทางอื่นๆ ให้เป็นทางเลือกในการลดต้นทุนการผลิต
นี่คือแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตที่รัฐบาลชุดนี้กำลังทำอยู่ ดังนั้นแนวทางการต่อสู้กับทุนใหญ่ท่ามกลางระบบกลไกราคา หรือกลไกตลาดที่ถูกบิดเบือน กระทรวงเกษตรฯ กำลังดำเนินการ คือ 1.การเพิ่มขีดความสามารถเกษตรกรให้มากยิ่งขึ้น โดยจะมีโปรแกรมใหญ่ที่จะฟื้นฟูธุรกิจสหกรณ์การเกษตรให้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง จะผลักดันให้มีการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น
“เช่น การปลูกข้าวในรอบ 4-5 ปี ที่ผ่านมาระบบสหกรณ์ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการซื้อขายข้าวเลย ทำให้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีและความสามารถของสหกรณ์ลดลงอย่างมาก แม้แต่ปาล์มน้ำมันไม่มีใครรวมกลุ่มต่อสู้กับรายใหญ่ ดังนั้นสหกรณ์จึงกลายเป็นความหวังหนึ่งที่จะให้เกษตรกรไต่ระดับห่วงโซ่การผลิตไปอีกระดับหนึ่งในช่วงระยะเวลานี้”
ความคาดหวังในฐานะคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเกษตรของประเทศ ปีติพงศ์ เสนอว่า จะต้องเพิ่มขีดความสามารถการผลิตของเกษตรกร ด้วยการฟื้นฟูระบบสหกรณ์การผลิตกลับมามีบทบาทอีกครั้ง เพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือยกระดับขีดความสามารถตัวเกษตรกรให้สามารถต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเกษตร เพราะวันนี้ปัญหาความแตกต่างด้านราคาซื้อขายหน้าฟาร์มที่ถูกบริษัทใหญ่กดทับเป็นปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรกำลังเผชิญอยู่
“ในยุคเทคโนโลยีและทุนนิยมเป็นใหญ่การทำเกษตรกรรมปัจจุบัน เกษตรกรรายย่อยนับวันยิ่งอ่อนแอ หากไม่เท่าทันสถานการณ์ก็ไม่รอด ทางรอดเกษตรกรมี 4 อย่าง 1.ผลิตของดีควบคุมคุณภาพ 2.ผลิตสินค้าที่แตกต่าง 3.ไต่ระดับกระบวนการผลิต หรือการเพิ่มมูลค่าเพิ่ม และ 4.การลงทุนร่วมทุน หรือซีเอสอาร์ และพัฒนาตลาดของตัวเอง
“นี่คือทางเลือกที่ชาวบ้านมี ทางภาครัฐจะทำได้ คือเทคโนโลยีและทุน ช่องทางการตลาด การใช้ดิจิทัลอีโคโนมี ลดต้นทุนปัจจัยการผลิต และน้ำ นี่คือความอยู่รอดและหน้าที่รัฐจะต้องทำ”
ปีติพงศ์ ย้ำว่า ภาคเกษตรกรของไทย คือภาคที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด นอกจากส่วนใหญ่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปแล้ว ยังมีปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ แม้จะเป็นไปตามระบบกลไกตลาด แต่ไม่ค่อยมีใครคิดเรื่องภูมิคุ้มกันด้านราคา
“เวลามีปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตรตกต่ำครั้งหนึ่งก็แก้กันไปแบบเรื่อยๆ ดังนั้น หลักการพื้นฐานที่กำลังคิด คือจะทำอย่างไรเพื่อดำรงความสามารถของเกษตรกร เพราะมั่นใจว่าความสามารถด้านภาคเกษตรไทยดีมาก ประกอบกับโครงสร้างด้านการค้าไทยเอื้ออำนวยให้บริษัทที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้
“การลงทุนของต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และยังมองไม่เห็นว่าประเทศใดในภูมิภาคนี้จะแข่งขันกับไทยได้ในระยะเวลาสั้นๆ ตอนนี้ผมเห็นว่าภาคเกษตรไทยเข้มแข็ง ข้าวไทยยังเป็นแชมป์ สินค้าส่งออกหลายตัวยังคงเป็นแชมป์ไม่ว่าสินค้าเกษตรหรือภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นภาคเกษตรโดยตัวของมันเองในปัจจุบันไม่น่าจะเป็นปัญหา และในอนาคตภาคเกษตรยังคงปรับตัวได้ดีทั้งในแง่การส่งออก หรือความมั่นคงทางอาหาร”
หากกล่าวอย่างรวบรัด ปีติพงศ์ สรุปว่า ปัญหาหลักคือภาคเกษตรกร 1.เกษตรกรไทยมีแต่ผู้สูงอายุ 2.การสูญเสียที่ดินทำกิน 3.ความแตกต่างด้านราคาหน้าฟาร์มกับดัชนีราคาของผู้บริโภคที่ราคาสินค้าเกษตรหน้าฟาร์มต่ำกว่าราคาขายที่ปลายทางมาก







