
"ยิ่งผลักดันยิ่งเพิ่ม" แก้โรฮีนจาต้องแก้ที่ค้ามนุษย์
ผู้เชี่ยวชาญระบุเบื้องหลังเส้นทางอพยพของชาวโรฮีนจาคือ "ขบวนการค้ามนุษย์"
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
สถานการณ์เกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจาในประเทศไทยขณะนี้ช่างล่อแหลมยิ่ง
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากข่าวการพบเรือผู้อพยพลอยเคว้งคว้างกลางทะเล ผู้คนตกอยู่ในสภาพร่อแร่เนื่องจากอดข้าวอดน้ำ จนทางการไทยต้องเร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ด้วยการซ่อมเครื่องยนต์ที่เสียหาย มอบอาหารและน้ำดื่มประทังชีวิต ก่อนดำเนินการผลักดันออกนอกประเทศ
ประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดการถกเถียงของคนในสังคมจนลุกลามบานปลายกใหญ่โต ฝ่ายหนึ่งมองว่า ควรรับผู้อพยพไว้ในการดูแลชั่วคราว ตามหลักมนุษยธรรมอีกฝ่ายสนับสนุนให้ผลักดันออกนอกประเทศ เพราะหวั่นเกรงเรื่องความมั่นคง
ทว่า เมื่อสืบสาวลึกลงไปยังเส้นทางการอพยพของชาวโรฮีนจา อาจไม่ใด้มีแค่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ชาติพันธุ์ หรือศาสนาเพียงเท่านั้น
สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ วิเคราะห์ว่า ต้นตอปัญหาแท้จริงของผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญคือ ขบวนการค้ามนุษย์
"ที่มาของผู้อพยพเหล่านี้ ครึ่งหนึ่งเป็นชาวโรฮีนจาจากรัฐอาระกัน ประเทศพม่า อีกครึ่งหนึ่งจากเมืองค๊อกบาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ แม้สองกลุ่มจะแตกต่างกันทางเชื้อชาติแต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของพวกเขามีความหนาแน่นที่สุดในโลก ยากจนที่สุดในโลก ต้องเผชิญมรสุมด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยว ดินแดนที่คนเหล่านี้อยู่อาศัยก็ไม่น่าอยู่แล้ว
ปัญหาคือ ชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ที่เข้ามาในประเทศไทยไม่ได้หนีตาย หรือหนีภัยสงครามตามที่หลายคนเข้าใจ แต่เสียเงินมาอย่างสมัครใจและเป็นระบบ ผ่านขบวนการค้ามนุษย์ โดยมีนายหน้าหลอกว่าจะพาไปทำงานยังประเทศที่สาม ก่อนพาขึ้นเรือมาเมืองไทย โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองท้องถิ่นรู้เห็นเป็นใจและมีผลประโยชน์ร่วมด้วย"
จุดหมายปลายทางของชาวโรฮีนจาเหล่านี้คือประเทศมาเลเซีย
"ต้องบอกว่าเป้าหมายของชาวโรฮีนจาก็แบบหนึ่ง เป้าหมายของขบวนการค้ามนุษย์ก็แบบหนึ่ง
สำหรับผู้อพยพส่วนใหญ่ต้องการไปมาเลเซีย เพราะวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เศรษฐกิจดีกว่า รายได้ดีกว่าไทยและอินโดนีเซียเยอะ แต่มองให้ลึกลงไปกว่านั้น จุดหมายปลายทางแท้จริงคือ ประเทศไทย เพราะเรือที่นำคนเหล่านี้มาคือ เรือไทย ไม่สามารถเข้าไปในน่านน้ำมาเลเซียได้เนื่องจากผิดกฎหมาย
เรือนี้จึงแล่นมาสิ้นสุดที่ประเทศไทย โดยมีการลำเลียงคนขึ้นบกบริเวณชายฝั่งทะเลภาคใต้ ระนอง พังงา สตูล สงขลา โดยขบวนการค้ามนุษย์ในไทยจะเข้ามามีบทบาทหาเงินจากตรงนี้ เช่น เมื่อนำตัวผู้อพยพขึ้นฝั่ง ก็จะเรียกเก็บเงิน หรือกักขังไว้ที่แคมป์เพื่อเรียกค่าไถ่ พอนำตัวไปยังชายแดนก็กักขังในแคมป์ในพื้นที่จ.ระนอง อ.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา หรืออ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาสอีกครั้ง เพื่อเรียกเงินอีกรอบหนึ่ง ก่อนจะส่งเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย เส้นทางทั้งหมดถูกกำหนดโดยขบวนการค้ามนุษย์แทบทั้งสิ้น"
จากการเปิดเผยของผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาผู้ผลัดถิ่นรายนี้ เส้นทางการเดินทะเลของเรือผู้อพยพชาวโรฮีนจา ภายใต้การควบคุมของขบวนการค้ามนุษย์ ช่างน่าตกใจ
"เริ่มจากเรือขนผู้อพยพ ซึ่งเป็นเรือสามชั้นขนาดใหญ่ จุคนได้ 600-700คน และมีเรือเล็กติดตามมาด้วย เรียกว่า"ชุดเรือ" เป็นขบวนการชุดใหญ่มีเรือแม่เรือลูก เรือแม่มีเรดาร์ราคาแพงมหาศาล ไม่มีหลง แต่มีเจตนามีเป้าหมายชัดเจน ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ที่ใหญ่มาก แตกต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เป็นเรือประมงดัดแปลงธรรมดาๆ จุไม่เกิน 100 คน เรือเหล่านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์จะไปมาเลเซีย หรืออินโดนีเซียอย่างที่เข้าใจกัน เพราะเป็นเรือสัญชาติไทย ไม่สามารถเข้าไปในน่านน้่ำมาเลเซียได้ เลยใช้วิธีลักลอบเข้ามาในน่านน้ำไทยแล้วขนถ่ายผู้อพยพเหล่านี้ลงเรือเล็กเพื่อลำเลียงขึ้นฝั่ง ก่อนจะส่งเรือใหญ่กลับไปขนผู้อพยพกลุ่มใหม่วนเวียนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ในรอบปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยชุดนี้มีนโยบายปราบปรามอย่างเด็ดขาดจริงจัง ทำให้ผู้อพยพขึ้นฝั่งไม่ได้ ต้องลอยลำรออยู่นอกชายฝั่งไปเรื่อยๆ ส่วนพวกตัวการใหญ่อย่างนายหน้า ไต้ก๋งก็เกิดกลัวพากันหนีเอาตัวรอด ปล่อยให้ตัวเล็กๆคุมผู้อพยพภายในเรือ จนกระทั่งมีนักข่าวไปเจอจนเป็นข่าวโด่งดัง
ถ้าเราเข้าใจที่มาที่ไปตรงนี้ ก็ต้องถามว่าแล้วเราต้องการแก้ปัญหาเพื่อใคร ถ้าแก้ปัญหาที่บ้านเราเป็นหลัก แทนที่จะเป็นเรื่องปัญหาระหว่างเชื้อชาติซึ่งเป็นปัญหาของบ้านเขา ก็ต้องเน้นเรื่องขบวนการค้ามนุษย์จัดการให้สิ้นซาก ถ้าทำได้ก็ไม่มีคนไปพาผู้อพยพมา ปัญหาก็จบ ที่ผ่านมาเราเข้าใจผิดพลาดคิดว่าเรื่องรองเป็นหลัก เน้นไปแก้ปัญหาบ้านเขา หลงประเด็น ไปเถียงกันผิดเรื่อง แต่กลับมองข้ามขบวนการค้ามนุษย์ในบ้านเรา ปัญหาก็เลยคาราคาซังไม่จบไม่สิ้น"
สุรพงษ์ ยืนยันว่า มาตรการผลักดันออกนอกประเทศ อาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจาหลบหนีเข้าเมือง
"จากข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 4 ส่วนแยก 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พื้นที่จังหวัดระนองและพังงา ระบุว่า ปี 2549 มีคนหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายประมาณ 1,200 คน ปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 2,700 คน ปี 2551 ตัวเลขพุ่งสูงถึง 4,900 คน ที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้แก้ปัญหาโดยการผลักดันออกนอกประเทศมาตลอด แต่ยิ่งผลักก็ยิ่งเพิ่ม เพราะหลังจากผลักดันเรือขนผู้อพยพชุดใหญ่ออกไป เรือใหญ่ลำนั้นก็จะถ่ายคนลงเรือเล็ก แล้วแอบลักลอบเข้ามาประเทศไทยใหม่ ส่งผลให้ประเทศไทยถูกนานาประเทศกดดันเรื่องปัญหาค้ามนุษย์อย่างหนัก
จนเมื่อปี 2552 สิ่งที่รัฐบาลในขณะนั้นทำหลังจากสกัดเรือผู้อพยพชาวโรฮีนจาได้ในน่านน้ำไทยคือ นำชาวโรฮีนจา 78 คนขึ้นฝั่งที่จ.ระนอง มีการเรียกแพทย์พยาบาลมาตรวจรักษาโรค ให้อาหารและน้ำดื่ม ให้ที่พักพิงที่ปลอดภัยโดยกักตัว ณ อาคารควบคุม ด่านตรวจคนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกันสื่อมวลชนตีข่าวอย่างครึกโครม แสดงให้นานาชาติเห็นว่ามีการดูแลผู้อพยพเหล่านี้อย่างดี ไม่มีการผลักดันออกนอกประเทศ แต่ใช้วิธีนำตัวส่งฟ้องศาลดำเนินคดีตามกฎหมายข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตามพรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 แล้วรอการกำหนดนโยบายส่งตัวกลับ หลังจากนั้นตัวแทนสถานทูตพม่าประจำประเทศไทยได้เข้ามาตรวจสอบประวัติความเป็นมาและบันทึกถิ่นที่อยู่ สอบถามประวัติครอบครัว บิดา มารดา อาชีพ ได้พิมพ์ลายนิ้วมือของทุกคน เช่นเดียวสถานเอกอัครราชทูตบังคลาเทศ มาพิสูจน์สัญชาติและจากการตรวจสอบสถานะบุคคล สุดท้ายก็ดำเนินการส่งกลับประเทศ
ปรากฎว่าหลังจากนั้นไม่กี่วัน สหรัฐประกาศว่ามาเลเซียเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ โดยไม่มีการเอ่ยถึงประเทศไทยเลย ทั้งที่ตอนแรกเตรียมจะประนามอยู่แล้ว แต่พอเราทำดีครั้งเดียว สามารถช่วยกอบกู้ภาพลักษณ์ประเทศได้
จากนั้นเป็นต้นมาหนึ่งปีเต็มไม่มีเรือผู้อพยพเข้ามาในเขตน่านน้ำไทยแม้แต่ลำเดียว เพราะเมื่อเราปราบปรามอย่างจริงจัง ขบวนการค้ามนุษย์เลยหวาดกลัว ปัญหาผู้อพยพโรฮีนจาหลบหนีเข้าประเทศก็จบ ทว่าน่าเสียดายตรงที่ต่อมาไม่นานทางการไทยเปลี่ยนวิธีกลับมาเป็นการผลักดันออกนอกประเทศเหมือนเดิม ชาวโรฮีนจาจึงกลับมาและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เรือก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจค้ามนุษย์ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ"
สุรพงษ์ เสนอว่า รัฐบาลควรใช้สถานการณ์ขณะนี้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพื่อแสดงให้นานาประเทศเห็นว่าไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญในการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือชาวโรฮีนจาตามหลักมนุษยธรรมด้วย
"ยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ได้ในระดับที่น่าชมเชย เริ่มมีการพูดถึงขบวนการค้ามนุษย์ เริ่มเล่นงานคนที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น จนถึงนายหน้าระดับกลางอย่างเด็ดขาด แม้จะยังสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ สาวไม่ถึงเส้นทางการเดินเรือ แต่เป็นสัญญาณที่ดีว่ามาถูกทางแล้ว
ที่ผ่านมา กฎหมายไทยไม่มีมาตราใดที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจในการ"ผลักดัน"เลย กฎหมายที่ตรงกับเรื่องนี้ที่สุดคือ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ใช้คำว่า "ส่งกลับ" ดังนั้นการใช้วิธีนำผู้อพยพชาวโรฮีนจาเข้ามาให้ที่พักพิงที่ปลอดภัย เรียกแพทย์พยาบาลมาตรวจรักษาโรค ให้อาหารและน้ำดื่ม รวมถึงคัดกรองจำแนก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย แล้วรอการกำหนดนโยบายส่งตัวกลับประเทศ ตรงนี้จะสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของประเทศได้ไปพร้อมกัน"







