posttoday
ขายสมบัติแสนล.

ขายสมบัติแสนล.

23 พฤษภาคม 2558

คลังเทหุ้นนับสิบบริษัทโปะหนี้จำนำข้าว

คลังเทหุ้นนับสิบบริษัทโปะหนี้จำนำข้าว

ภาวะเงินฝืดของกระทรวงการคลังจนต้องทำงบประมาณแผ่นดินแบบขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี เริ่มทำให้คลังประสบกับปัญหาการจัดการหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งถือเป็นหนี้ที่เกิดจากนโยบายของฝ่ายการเมือง

หนี้สาธารณะที่อยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมาเป็นภาระให้คนไทยทั้งประเทศต้องมาช่วยกันชดใช้ คือหนี้ที่เกิดจากการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาทของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่คาดว่าจะสูงถึง 5.12 แสนล้านบาท

หนี้มหาศาลนี้ทำให้ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ถึงกับออกปากว่าคงต้องใช้เวลา 3 ชั่วคนจึงจะใช้หนี้หมด จะไปจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินที่ควรจะนำไปใช้พัฒนาประเทศมาล้างหนี้ประชานิยมก็ไม่ไหว เพราะรายได้คลังก็พลาดเป้ามาก รมว.คลังจึงเสนอให้ออกกฎหมายพิเศษเพื่อบริหารจัดการหนี้สาธารณะก้อนนี้ และพ่วงหนี้ที่คลังยังค้างจ่ายให้กับรัฐวิสาหกิจและกองทุนประกันสังคมเข้าไปอยู่ภายใต้กฎหมายนี้เลย

กฎหมายที่เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณานั้น ใช้ชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังบริหารหนี้จากการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว เงินชดเชยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และกองทุนประกันสังคม วงเงิน 7.2 แสนล้านบาท

หนี้จำนวน 7.2 แสนล้านบาท มาจากผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 5.12 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 1 แสนล้านบาท จะเป็นการชดเชยผลขาดทุนให้ รฟท. กับ ขสมก. และเงินสมทบจ่ายกองทุนประกันสังคม ซึ่งกำหนดว่าจะต้องล้างหนี้ทั้งหมดให้จบภายใน 20 ปี โดยคาดว่าจะเสนอให้รัฐบาลเห็นชอบภายใน 2 เดือนนี้

“หากคิดดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 3.5% ต่อปี เงินต้น 7.2 แสนล้านบาท จะมีภาระดอกเบี้ยปีละ 6.4 หมื่นล้านบาท เมื่อไปรวมกับหนี้เดิมที่ต้องชำระปกติ เช่น ในปีงบประมาณ 2559 ต้องตั้งงบชำระหนี้เงินต้น 6.1 หมื่นล้านบาท จะกลายเป็น 1.2 แสนล้านบาท  ซึ่งงบประมาณไม่สามารถรองรับได้ ถึงแม้ว่าจะมีการปรับปรุงการเก็บภาษีให้เข้มงวดยิ่งขึ้นก็ยังไม่มีเงินมาจ่าย

สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีการหาเงินมาจ่ายหนี้จำนวนนี้ คลังจะหามาจากไหนได้บ้าง

สมหมาย กล่าวว่า ในกฎหมายพิเศษนี้จะให้อำนาจกระทรวงการคลังขายหุ้นที่คลังถืออยู่ เพื่อนำมาชำระหนี้ก้อนดังกล่าวให้ลดลงเร็วขึ้น โดยจะเป็นหุ้นของเอกชนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์และผลดีในแง่ของการบริหาร ก็จะมีการพิจารณาขายออกไปคิดเป็นวงเงินไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท

ส่วนหนี้ที่เหลือจากการขายสินทรัพย์ก็จะใช้วิธีการออกพันธบัตรขาย ซึ่งจะออกให้สอดคล้องกับการชำระหนี้เป็นพันธบัตรอายุ 3 ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปี 12 ปี และ 20 ปี ซึ่งจะช่วยทยอยการชำระหนี้ในแต่ละปีออกไป ไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณมากเกินไป

“การขายหุ้นต้องระบุไว้ในกฎหมายชัดเจน ถึงรัฐบาลนี้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  ก็ตั้งใจแก้ปัญหาให้โปร่งใส เพื่อในอนาคตที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ต้องมารับภาระอีก หากไม่ระบุในกฎหมายไว้อย่างชัดเจนจะมีปัญหาในภายหลัง” สมหมาย กล่าว

สำหรับหุ้นบริษัทเอกชนที่เข้าข่ายว่าคลังอาจจะขายออกมาเพราะถือหุ้นในจำนวนไม่ถึง 50% เช่น บริษัท บางจากปิโตรเลียม ธนาคารทหารไทย บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง (ดอนเมืองโทลล์เวย์) บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) เป็นต้น

ด้าน กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า รมว.คลังสั่งการให้ศึกษาว่าจะขายหุ้นในบริษัทเอกชนที่คลังถืออยู่ทั้งที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หากเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะต้องจ้างที่ปรึกษามาทำการสำรวจคุณภาพสินทรัพย์ (ดิวดิลิเจนต์) เช่น บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย

“ยืนยันว่าจะไม่มีการขายหุ้นหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆ ทั้งสิ้น” กุลิศ กล่าว

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า การขายสินทรัพย์ของคลังออกมาขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกขายหุ้นด้วยวิธีใด หากขายหุ้นโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจน่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย แต่หากขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ น่าจะมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท