เวทีสาธารณะสกว.ถกปมโรฮีนจา
เวทีสาธารณะ สกว.ถกปมปัญหาชาวโรฮีนจา แนะดูแลเรื่องสถานะชาวโรฮีนจาในประเทศ
เวทีสาธารณะ สกว.ถกปมปัญหาชาวโรฮีนจา แนะดูแลเรื่องสถานะชาวโรฮีนจาในประเทศ
เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 15 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อาคาร SM Tower โดยมี ศ.นพ.สุทธิพันธื จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. Nyi nyi kyaw (นิวนิวจอ) เครือข่ายองค์กรวิจัยมุสสลิมแห่งอาเซียนอ.ธานินทร์ สาลาม ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ผอ.ฝ่าย 1 สกว. ร่วมเปิดเวทีสาธารณะในประเด็น “โรฮีนจาในประเทศเมียนมาร์และประเทศไทย” เพื่อแสดงความคิดเห็น และหาทางออกของประเทศร่วมกัน อันเนื่องมาจากปัญหาชาวโรฮิงญาในปัจจุบันที่กำลังถูกหยิบเป็นปัญหาระดับโลก
Nyi nyi kyaw กล่าวว่า ในรัฐยะไข่มีคนอยู่ 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มที่เรียกว่าชาวโรฮีนจา และกลุ่มรัฐยะไข่ ทั้งสองกลุ่มเป็นส่วนผสมของคนหลายสายพันธุ์ จากในประวัติศาสตร์ทั้ง 2 กลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในประเทศพม่าเมื่อประมาณ 1,000 ปีที่แล้ว โดยกลุ่มชาวโรงฮิงยาเข้ามาก่อนประมาณ 100 ปี ส่วนกลุ่มรัฐยะไข่เข้ามาในช่วงหลัง มีงานวิจัยทางตะวันตกบางชิ้นพยายามพิสูจน์ว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนอพยพหรือไม่อพยพ ก่อนพบว่าเมื่อประมาณ 500-600 ปีก่อน โครงสร้างประชากรแบ่งออกเป็น 1ต่อ3 ระหว่างชาวโรฮิงญากับรัฐยะไข่ก่อนรวมกันเป็น 2 ใน 3 ซึ่งนั่นบ่งบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนเพิ่มขึ้นมาล้านๆ คนเพียงเพราะคนเหล่านี้อพยพมาเนื่องจากประเทศอังกฤษเข้ามาทำงาน และงานวิจัยยังชี้ว่าคนเหล่านี้เป็นคนพื้นเมืองของพม่าด้วย
“ภายใต้การดำเนินการของพม่ามีการยอมรับว่ากลุ่มคนชาวโรฮิงญาเป็นคนพื้นเมืองมาโดยตลอด มีการยอมรับทุกอย่าง จนกระทั่งปี 1982 รัฐบาลพม่าออกกฎหมายใหม่ว่าด้วยสิทธิความเป็นพลเมือง มีการดึงกลุ่มชาวโรฮีนจาออกไปจึงทำให้ตั้งแต่นั้นมากลุ่มคนเหล่านี้ ขาดสิทธิขาดสวัสดิการทางสังคม และความเป็นพลเมืองของพม่า นั่นคือจุดเริ่มต้น” Nyi nyi kyaw กล่าว
เครือข่ายองค์กรวิจัยมุสสลิมแห่งอาเซียน กล่าวอีกว่า จากนั้นยังถูกเปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งทางเผ่าพันธุ์และศาสนา ทั้งนี้เชื่อว่าปัจจุบันมีชาวโรฮิงยาที่ยังหลงเหลืออยู่กว่า 1 ล้านคน เชื่อว่าอยู่ตามค่ายกักกันต่างๆกระจายกันออกไป พบว่า 2 แสนคนอยู่ประเทศบังคลาเทศ และอีกประมาณ 3-5 แสนคนอยู่ในประเทศซาอุดิอาระเบีย
ขณะที่ อ.ธานินทร์ กล่าวว่า การทำงานวิจัยที่ตนได้ทำนั้นเป็นกลุ่มชาวโรฮีนจามุสลิม เป็นการศึกษาการใช้ชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ สำหรับต้นทางชีวิตของคนกลุ่มนี้เราจะทำให้คนกลุ่มนี้เป็นชนกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะความเป็นประชาคมของรัฐ โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังอาณานิคมอังกฤษได้วางรากฐานของพหุสังคมไว้แต่ไม่มีการรวมแบบชุมชน ขาดความเข้าใจระหว่างรัฐกับกลุ่มคนเหล่านี้
ตนจึงตั้งคำถามกลับว่าแล้วการจำแนกคนจากความคิดจะสร้างพรมแดน และจัดวางคนโรฮีนจาไว้อย่างไร ซึ่งโรฮีนจาส่วนหนึ่งเป็นแรงงานของอังกฤษ รัฐเข้าใจกลุ่มคนเหล่านี้ว่าอย่างไร และจะจัดวางกลุ่มคนเหล่านี้ยังไง รัฐมีวิธีการอย่างไร ในการรวมกลุ่มชน และแยกกลุ่มชน โดยการให้สัญชาติและไม่ให้สัญชาติ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีการเคลื่อนย้ายเข้าออกมีมาโดยตลอด
อ.ธานินทร์ กล่าวอีกว่า นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า รัฐจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ เช่นการเลือกตั้งต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการเครื่องมือต่อรองทางการเมืองอีกด้วย ส่วนการไม่นับชาวโรฮีนเป็นพลเมืองสาเหตุมาจากความเกลียดชังทางศาสนา สิ่งเหล่านี้รัฐไทยจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
การเข้ามาประเทศไทยของกลุ่มชาวโรฮีนจา จำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม 1.กลุ่มมนุษย์ล่องหนไร้ร่องรอย จะก่อตั้งเป็นกลุ่มชุมชน เช่นที่แม่สอดเป็นชาวโรฮีนจา เปิดกิจร้านค้าไม้มือสองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นชาวมุสลิมโรฮีนจา 2.กลุ่มคนพลัดถิ่น คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ถูกกระทำและถูกผลัดดันออกจากพื้นที่
“คนพลัดถิ่น คนกลุ่มนี้จะรู้กระบวนการต่อรองกับอำนาจรัฐให้อยู่ต่อได้อย่างไร บางคนอยู่มีลูกอายุ 24 ปี อยู่ประเทศไทยมากว่า 20 ปี แต่กลุ่มพวกนี้ก็ยังไม่มีสถานะแต่อย่างใด อย่างชีวิตของฮูเซ็น หนุ่มชาวโรฮันจาบอกว่าเมื่อถูกตำรวจ ตม.จับกุม 1 ครั้ง นั่นคือบทเรียน และได้เรียนรู้กลไกการต่อรองกับอำนาจรัฐ และ 3.กลุ่มมนุษย์เรือหรือกลุ่มล่องเรือมาในทะเล เป็นกลุ่มที่เข้ามาใหม่ในสังคมไทย” อ.ธานินทร์ ระบุ
อ.ธานินทร์ อธิบายต่อด้วยว่า การทำขนมโรตี ไม่ใช่อาหารหลักของคนกลุ่มนี้ แต่เมื่อเข้ามาในประเทศไทยทำให้ต้องการดำรงชีวิต ซึ่งคนขายโรตีส่วนใหญ่จะเป็นชาวโรฮีนจา กลุ่มคนเหล่านี้จะมีเครือข่าย โดยการติดต่อสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้สามารถรู้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มตัวเองทั่วโลก โดยมีการคัดเลือกหัวหน้ากลุ่มกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปศึกษาชีวิตความเป็นอยู่คนเหล่า
“ในอดีตกลุ่มชาวโรฮีนจา ที่เคยเข้ามาพักของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 200-300 คนหายไปหมดภายใน 1 เดือน เพราะไม่มีคนดูแลหรือรปภ. มีเพียงแต่แม่บ้านเท่านั้น ซึ่งเป้าหมายของกลุ่มเหล่านี้ไม่ต้องการอยู่ที่ประเทศไทย” อ.ธานินทร์ กล่าว
อ.ธานินทร์ ยังระบุอีกว่า มีข้อเสนอการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาตั้งแต่ ปี 2550 หรือกว่า 8 ปี ที่ผ่านมา โดยข้อเสนอคือต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลของกลุ่มชาวโรฮิงยากับกลุ่มของสภาทนายความ และใช้กลไกต่างๆ ในการทำงาน รวมถึงการทำความเข้าใจกับสาธารณะในประเด็นสิทธิ นอกจากนี้คนส่วนหนึ่งอพยพเข้ามาประเทศไทยโดยพยายามรวมตัวกันเข้ามา และไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน และยังมีปัญหาเรื่องบัตรประจำตัว และสถานะภาพทางกฎหมาย
“ท้ายที่สุดทางออกของโรฮีนจาในประเทศไทย ควรมีการทำงานวิชาการร่วมกัน และมองการทำงานด้านสิทธิควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ โดยภาควิชาการด้วย ดังนั้นการสำรวจข้อมูลบุคคลผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนร่วมกัน เน้นย้ำการสร้างความโปร่งใส และช่วยเหลือกันเองให้มากกว่าการพึ่งพาคนภายนอกฝ่ายเดียว รวมการรอพิสูจน์สถานะบุคคลด้วย" อ.ธานินทร์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเมื่องานวิจัยยืนยันว่าชาวโรฮงิยาอยู่ในประเทศพม่ามานับพันปี ทำไมพม่าจึงไม่ยอมรับคนเหล่านี้เป็นพลเมือง
อ.ธานินทร์ กล่าวว่า ติดขัดเรื่องข้อกฎหมายและนัยยะบางอย่าง ในการให้ความเป็นพลเมืองของประเทศพม่า
จากคำถามดังกล่าว นิวนิวจอ กล่าวว่า กลุ่มคนที่ลอยเรืออยู่ต้องการไปประเทศอื่น และให้โอกาสเข้าได้มากกว่า เช่นประเทศซาอุดิอาราเบีย อนุญาตให้ทำงานได้ แสดงว่านั่นเป็นหลักประกัน เพราะถ้ามาเมืองไทยก็ไม่ได้หลักประกันความมั่นคงอะไร กฎหมายบางประเทศที่ยอมรับและศาสนาเดียวกันเขาจะมุ่งไปยังประเทศที่ต้องการไป







