posttoday
ลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ยังไม่พอ

ลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ยังไม่พอ

22 พฤษภาคม 2558

หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นไปตามความคาดหมายคือชะลอตัวลงมากเป็นผลจากการส่งออกที่ติดลบ การบริโภคในประเทศถดถอย การลงทุนไม่ขยายตัว ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 2 ครั้งซ้อน ในรอบประชุมวันที่ 11 มี.ค. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% และวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา อีก 0.25%

หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นไปตามความคาดหมายคือชะลอตัวลงมากเป็นผลจากการส่งออกที่ติดลบ การบริโภคในประเทศถดถอย การลงทุนไม่ขยายตัว ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 2 ครั้งซ้อน ในรอบประชุมวันที่ 11 มี.ค. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% และวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา อีก 0.25%

การลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกได้รับการขานรับจากธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์นำร่องลดดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ทั้งสองขาลง และธนาคารแห่งอื่นก็ทยอยลดดอกเบี้ยตามมา แต่อัตราดอกเบี้ยที่มีการลดในครั้งนั้นลดดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 0.10-0.15% เท่านั้น

แต่การประชุมในรอบวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่มีเสียงขานรับจากธนาคารพาณิชย์ ทุกธนาคารต่างดูเชิงกันว่าใครจะเป็นผู้นำในการลดดอกเบี้ยและมีการพูดถึงการลดดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปัญหาคือเงินในระบบมีน้อย ผู้ประกอบการขายสินค้าได้น้อยหรือแทบไม่ได้ ทำให้เงินหมุนเวียนเริ่มมีปัญหา

เวลาผ่านไปเกือบเดือนก็ไม่มีสัญญาณจากธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ย ทำให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ถือโอกาสที่สมาคมธนาคารไทยประชุมทำแผนงานในวันที่ 19 พ.ค. ขอเข้าฟังการประชุมด้วยและตั้งคำถามกลางวงว่า ธนาคารพาณิชย์จะส่งต่อเรื่องนโยบายการเงินอย่างไร

คำถามของผู้ว่าการ ธปท.ถือเป็นการส่งสัญญาณกดดันธนาคารพาณิชย์ที่นิ่งเฉยกับการลดดอกเบี้ยนโยบายเริ่มขยับตัว

ในรอบนี้ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้นำในการลดดอกเบี้ย  โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลง 0.13% จาก 6.63% เป็น 6.5% ดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) ลดลง 0.13% จาก 7.5% เหลือ 7.37% และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย (เอ็มอาร์อาร์) ปรับลง 0.25% จาก 8.12% เหลือ 7.87% ซึ่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.  โดยไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลงแต่อย่างใด

ในวันเดียวกัน วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ออกมาประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลงตามเช่นกัน แบ่งเป็นลดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลง 0.1% จาก 6.625% เป็น 6.525% ดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มโออาร์ ลดลง 0.1% จาก 7.5% เป็น 7.4% ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มอาร์อาร์ลดลง 0.3% จาก 8.12% เป็น 7.82% โดยให้มีผลวันที่ 21 พ.ค.เช่นกัน โดยให้เหตุผลเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกค้า

นอกจากลดดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารไทยพาณิชย์ยังแถมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ  ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มเติม 3 หมื่นล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ลูกค้า

การประกาศปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทั้งสองแห่ง กดดันให้ธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ต้องพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยตาม เพราะอาจสูญเสียการแข่งขันและอาจจะถูกลูกค้ากดดัน

คำถามคือ เหตุใดธนาคารพาณิชย์จึงรีรอที่จะลดดอกเบี้ย ทั้งที่รู้ว่าหากลดดอกเบี้ยแล้วก็จะช่วยลดภาระให้กับลูกค้าได้

นั่นเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงทรงตัวและมีแนวโน้มทรุดลงเป็นไปตามปัจจัยต่างประเทศ ทำให้ลูกหนี้ของธนาคารอ่อนแอลง จากลูกหนี้ดีกลายเป็นลูกหนี้จัดชั้น คือเริ่มส่งคืนเงินกู้น้อยลง หรือบางรายที่แย่มากก็ไม่จ่ายค่างวดไปเลย

ธนาคารพาณิชย์เห็นสัญญาณหนี้เสียมาตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่แล้วและเริ่มดูแลใกล้ชิดลูกหนี้มากขึ้น รายไหนส่อจะมีปัญหาก็จะเข้าไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเลย ทำให้หนี้เสียต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้รายได้จากดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มจะลดลงเพราะสินเชื่อชะลอตัวตามเศรษฐกิจ ดังนั้นการสะสมกำไรเพื่อนำมาใช้ในการรับความเสี่ยงในอนาคตจากหนี้เสียที่อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ตอบสนองที่จะลดดอกเบี้ยตามดอกเบี้ยนโยบาย

แม้ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มลดดอกเบี้ยลง แต่ก็ลดเหมือนเสียไม่ได้ เห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารยังลดลงไม่ได้ใกล้เคียงกับการลดดอกเบี้ยนโยบาย กนง.ลดดอกเบี้ยรวมสองครั้ง 0.5% ซึ่งในรอบแรก คือ เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ทยอยลดดอกเบี้ยเงินกู้รายใหญ่หรือเอ็มแอลอาร์ลงตามเฉลี่ยที่ระดับ 0.125–0.2% แต่ยังไม่ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลูกค้ารายย่อยเลย ขณะเดียวกันธนาคารก็ได้ลดดอกเบี้ยเงินฝากประเภทต่างๆ ตุนเอาไว้แล้ว โดยเฉพาะเงินฝากวงเงินสูงที่เป็นต้นทุนจ่าย เฉลี่ยลดลงที่ระดับ 0.125–0.5%

และที่สำคัญหากพิจารณาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) หรือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุด ณ สิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ยังสูงเกิน 3% สะท้อนว่ากำไรส่วนต่างดอกเบี้ยจากรายได้สินเชื่อซึ่งเป็นรายได้หลัก 60-70% ของธนาคารยังไม่เลวร้ายนัก แถมธนาคารยังมีรายได้จากค่าธรรมเนียมอื่นด้วย

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หากพิจารณารายได้จาก NIM ก็ยอมรับว่าปรับลดลงบ้าง โดยไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ระดับ 3.05% ซึ่งลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าประมาณ 0.06% จากสาเหตุที่ลูกหนี้จัดชั้นสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลงจากรายได้ที่น้อยลง และธนาคารอาจต้องมีภาระการตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ดี NIM ลดลงไม่ได้เกิดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. แต่ลดลงจากผลของภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจจริงๆ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เองไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงตาม กนง.มากนัก

“การลดดอกเบี้ยของ กนง.รอบวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา จึงหวังผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน เพื่อตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจที่กำลังชะลอจากภาวะส่งออกที่ลดลงมากกว่า ไม่ได้ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลงมากนัก แต่การดำเนินนโยบายการเงินรอบนี้ก็ไม่ถือว่าเสียวินัยแต่อย่างไร เพราะทำไปตามโจทย์ทางเศรษฐกิจ เพราะการดูแลเสถียรภาพด้านราคาไม่ได้มีประเด็น เนื่องจากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องมา 4 เดือนแล้ว ทำให้นโยบายการเงินยืดหยุ่นและจัดการไปตามโจทย์ที่เจอได้ ซึ่งรอบนี้ดูเหมือนภาคส่งออกชะลอและปัญหาเงินฝืดน่าห่วงมากกว่า ที่นโยบายจะมุ่งมาลดต้นทุนการเงินที่ไม่ได้สูงมากอยู่แล้ว” เชาว์ ระบุ

จากมุมมองดังกล่าวแสดงว่า ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงตามทิศทางนโยบายดอกเบี้ยนัก และยังไม่ได้ช่วยลดภาระรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แก่ลูกค้าในยามภาวะเศรษฐกิจยากลำบากอย่างแท้จริง ทั้งที่ฐานะของธนาคารพาณิชย์ยังแข็งแกร่ง มีผลการดำเนินงานที่ดี

ฐานะของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกของปีนี้ไม่ถือว่าอยู่ในภาวะน่ากังวล เห็นได้จากระบบธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเฉลี่ยสูงถึง 16.6% สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดที่ 8.5% นอกจากนี้ยังมีระบบคัดกรองลูกค้าที่ดีมีประสิทธิภาพ มีการกันสำรองหนี้ที่สูงถึง 166% ทำให้โอกาสที่จะเกิดปัญหากระทบต่อฐานะจึงมีไม่มาก ด้านการทำกำไรก็ยังเป็นกอบเป็นกำแม้จะลดลงบ้าง ไตรมาสแรกธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบทำกำไรได้ 5.25 หมื่นล้านบาท

ฉะนั้น หากธนาคารจะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีกก็ลดได้ โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับรายย่อย แต่อย่างไรก็ดีธนาคารกำลังเผชิญกับปัญหากำไรหดและหนี้เสียตกชั้น การตัดสินใจลดดอกเบี้ยจึงมีเงื่อนไขเข้ามาให้ต้องคิดหนัก

ฉะนั้นการหวังให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันที่ดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) อยู่ที่ระดับ 7.88% ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) 7.16% และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ที่ให้กู้แก่รายย่อย 8.47% ลดลงไปอีก ก็คงจะต้องรอดูว่าจะมีปาฏิหาริย์อะไรที่จะทำให้ธนาคารลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีก เพราะจะให้ธนาคารลดดอกเบี้ยลงเองคงลำบาก  หากธนาคารมีปัญหาก็ไม่มีหน่วยงานไหนจะยื่นมือเข้ามาช่วย ทางผู้ถือหุ้นธนาคารต้องดิ้นรนหาทางแก้ไขปัญหาเอง

ประสบการณ์จากวิกฤตต้มยำกุ้งทำให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลเรื่องความเสี่ยงมากขึ้นและอาจจะดูแลดีเกินไป จนทำให้ชะลอการปล่อยกู้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีกลายเป็นจะสร้างปัญหาเงินฝืดในภาคธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์