
หนึ่งปีคสช. 'ปรองดอง-ปฏิรูป'ยังเหลว
22 พ.ค.นี้ครบรอบ 1 ปีการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
22 พ.ค.นี้ครบรอบ 1 ปีการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเหตุผลการทำรัฐประหารนั้นถูกชี้แจงว่า เพราะบ้านเมืองมีความขัดแย้ง มีการทำร้ายกันเองระหว่างคนไทยด้วยกัน การบริหารราชการแผ่นดินไม่สามารถทำได้ โดยโพสต์ทูเดย์ได้รวบรวมความคิดเห็นถึงผลดีผลเสียจากทุกฝ่าย ประกอบด้วย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตสส.พรรคเพื่อไทย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.
"ปริญญา" นักวิชาการที่ผ่านบทเรียนการเรียกร้องประชาธิปไตย มาแสดงข้อเสนอแนะต่อคสช. ว่า ต้องแบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ 1.คสช.เป็นเรื่องชั่วคราว ไม่ใช่เรื่องระยะยาว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือต้องใช้ระยะเวลาตามโรดแมปนำพาประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยตามปกติอีกครั้ง แต่เมื่อโรดแมปเกินเวลา 1 ปีแล้ว เพราะวันนี้ครบ 1 ปีพอดีแต่รัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จ และการเลือกตั้งยังต้องใช้เวลาอีก 1 ปีจึงจะเกิดขึ้น เพราะเหตุผลที่ว่าเรื่องการทำประชามติที่ยังรับฟังได้แต่ต้องไม่ขยายเวลามากไปกว่านี้
ในส่วนประเด็นที่ 2.คสช.พยายามอย่าไปยุ่งเรื่องระยะยาวมากนักทำเท่าที่จำเป็น เช่นเรื่องการปฏิรูปไม่สามารถสำเร็จได้ภายในปีสองปี ดังนั้นหลายเรื่องควรให้กระบวนการประชาธิปไตยว่ากันต่อไป และ 3.ระยะหลัง คสช.ใช้มาตรา 44 ค่อนข้างถี่ ดังนั้นสิ่งที่น่าห่วงคือ สังคมไทยกำลังจะเสพติดมาตรา 44 ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่เราควรจะสร้างการเรียนรู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร จะทำอย่างไรให้รัฐบาลประชาธิปไตยในอนาคตสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วถ้าต่อไปไม่มี คสช.และมาตรา 44 ให้ได้ประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ระบอบเดียวที่ยั่งยืนคือเรื่องประชาธิปไตย ประชาชนเจ้าของประเทศต้องปกครองตนเองให้ได้ สร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ทั้งเรื่องการตรวจสอบ ถ่วงดุลความโปร่งใสจะได้ไม่กลับมาสู่การปฏิวัติอีก
ขณะที่ "ก่อแก้ว" มองว่า 1 ปีที่ผ่านมา คสช.สามารถยุติเหตุการณ์นองเลือดไว้ได้ แต่การทำงานยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนไทยหลายเรื่อง คือ 1.ปรองดองที่ยังไม่เป็นรูปธรรม ไม่มีแนวทางที่นำไปสู่การปรองดองที่แท้จริง 2.การปฏิรูปที่ยังไม่คืบหน้ายังเป็นเพียงคำพูดที่สร้างความหวัง ไม่เป็นรูปธรรมที่ทำให้คนเชื่อได้ว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปในด้านต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม และสิ่งสำคัญเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะเป็นตัวหลักนำไปสู่การปฏิรูปต่างๆ กลับยังไม่ได้รับการยอมรับ
ประเด็นที่ 3.เรื่องเศรษฐกิจ คสช.ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจหลากลายมิติ แม้ คสช.มีอำนาจที่จะเดินหน้าแก้ปัญหา แต่อำนาจอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ตามที่คาดหวัง ทีมงานเศรษฐกิจมีศักยภาพไม่เพียงพอต่อการรับมือปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า ขาดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับล่าง แม้ตนจะไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่เมื่อคสช.ยึดอำนาจมาแล้ว ก็ควรจะใช้ช่วงเวลานี้ทำให้เกิดผลดีกว่าที่เป็นอยู่
"นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" รองหัวหน้าพรรค ปชป. ประเมินว่า ปัญหาของชาติก่อนการยึดอำนาจที่คนไทยขัดแย้งกันมีไม่กี่เรื่องหลักๆ คือ 1.ความเห็นต่างเรื่องประชาธิปไตย เพราะมีนิยามความเข้าใจที่ต่างกัน 2.เรื่องความยุติธรรม จนสร้างวาทกรรมขยายผลว่าสองมาตรฐาน 3.การทุจริตที่หยั่งรากลึกจนไม่สามารถแก้ไขได้ มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง แต่ 1 ปีที่ผ่านมาทั้ง คสช.และรัฐบาล ให้นิยามคำว่าปฏิรูปผิด โดยเข้าใจว่าการปฏิรูป คือ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่และแก้ไขกฎหมายอื่นๆ มาใช้ จึงเสียเวลาไปกับสองเรื่องนี้ โดยไม่ดูพื้นฐานของปัญหา คือ ความแตกแยกขัดแย้งในสังคมของแต่ละฝ่าย วันนี้อยู่ในที่ตั้งซึ่งพร้อมจะปะทุแสดงออกในตอนเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ผลงานที่ชัดเจนสุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ สามารถควบคุมและยุติการใช้ความรุนแรงของคนในชาติได้ นอกนั้นการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ยังเหมือนเดิม เช่น ปัญหาเศรษฐกิจยังแย่กว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนการปราบคอร์รัปชั่นยังไม่ชัดเจน ด้านการปฏิรูปประเทศสังคมคาดหวังมากว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่ผ่านมา 1 ปี พบว่า การสนับสนุนของประชาชนลดลง เสียงเรียกร้องให้คืนอำนาจมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยรวมผลงานของรัฐบาลนี้ต้องดูที่อนาคตในอีก 1 ปี
ปิดท้ายที่ "เอกนัฏ" ที่บอกว่าผลงานของ คสช.รัฐบาลเป็นที่น่าพอใจ มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาประเทศ โดยเฉพาะงานด้านความมั่นคงเป็นจุดแข็งที่สุด เพราะสามารถควบคุมและจัดการกับความขัดแย้งในประเทศได้ดี แต่สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ การวางรากฐานการปฏิรูปให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อเป็นต้นทุนให้แก่ประชาชนและรัฐบาลชุดต่อไป







