
เกม ‘ประชามติ’ ‘บิ๊กตู่’ มีแต่ได้
สุดท้ายประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้รับจากการทำประชามติ คือ “การต่ออายุให้กับตัวเอง”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยอมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น ส่งผลให้ปฏิทินทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องเขยื้อนออกไปอีก
ทั้งนี้ เพราะ ครม.และ คสช.ไม่ได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำประชามติเท่านั้น แต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญด้วย โดยจะขยายเวลาการพิจารณาคำขอแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญจาก 60 วัน เป็น 90 วัน
เท่ากับว่า ปฏิทินการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องเลื่อนออกไปอีกประมาณ 1 เดือน จากเดิมที่กำหนดไว้ในช่วงต้นเดือน ส.ค.ไปเป็นเดือน ก.ย.
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจังหวะก้าวของ ครม.และ คสช.ในครั้งนี้ ต้องถือว่ามีนัยทางการเมืองสำคัญพอสมควร เนื่องจากเป็นการประกาศทำประชามติ ภายหลังฝ่ายการเมืองออกมากดดันเรียกร้อง
จึงไม่ต่างอะไรกับการเป็นไฟต์บังคับของ ครม.และ คสช. เนื่องจากแรงกดดันให้ทำประชามติไม่ได้มาจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่มาจากคณะ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.ด้วย ซึ่งเป็นสองในแม่น้ำห้าสาย หาก คสช.และ ครม.ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ก็คงต้องเป็นแกะดำไปโดยปริยาย
เมื่อถูกบีบจากทุกทาง คสช.และ ครม.จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเห็นดีเห็นงามกับการประชามติ แม้ว่าลึกๆ แล้วไม่อยากจะทำก็ตาม เพราะรู้ดีว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องแลกมาด้วยกับบรรยากาศความไม่สงบในทางการเมืองผ่านการวิวาทะในเรื่องเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี ถ้ามองในมุมกลับกัน การเปิดทางให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็สร้างประโยชน์ให้กับ คสช.และ ครม.อยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ประโยชน์แรกที่ ครม.และ คสช.ได้รับ คือ “ช่วยลดแรงกดดันทางการเมือง” ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่ คสช.และ ครม.จะยอมทำประชามติ ต้องเจอกับแรงกดดันทุกทิศทาง ไม่เว้นแม้แต่คนกันเองอย่าง สปช.และคณะ กมธ.ยกร่างฯ
ดังนั้น การยอมถอยของรัฐบาลก็เท่ากับช่วยปลดล็อกและลดแรงกดดัน เพื่อให้งานใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องทำในอนาคตราบรื่นมากขึ้น และไม่เป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายการเมืองออกมาโจมตีรัฐบาลได้อีก
คุณูปการอีกอย่างที่ตามมาหนีไม่พ้นการ “เพิ่มความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” จะมีประโยชน์อะไรถ้าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมีความสวยหรู แต่ปราศจากการมีส่วนร่วมทางตรงของประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ
การให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการทำประชามติ ย่อมช่วยให้รัฐธรรมนูญปลอดภัยจากการใช้เสียงข้างมากแบบไร้เหตุผลอันสมควรของฝ่ายการเมืองในอนาคต เพราะหากพรรคการเมืองในสภาคิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจ แต่ต้องทำประชามติก่อน ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงต่อการไม่ได้รับความเห็นชอบ
สุดท้ายประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้รับจากการทำประชามติ คือ “การต่ออายุให้กับตัวเอง”
ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำประชามติ นอกจากจะทำให้ปฏิทินการเมืองอย่างกรอบเวลาการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นสุดท้ายต้องขยับออกไปแล้ว ยังมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงวันเลือกตั้งที่ต้องถูกเลื่อนอีกด้วย
เดิมทีวันเลือกตั้งตามโรดแมปของ คสช.ถูกวางเอาไว้ประมาณปลายเดือน ก.พ.หรือต้นเดือน มี.ค. 2559 แต่เมื่อการทำประชามติเกิดขึ้น การเลือกตั้งจึงจะไปอยู่ในช่วงเดือน ส.ค.หรือ ก.ย. 2559 แทนตามการคาดการณ์ของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน การเลื่อนวันเลือกตั้งนั้นช่วยให้รัฐบาลมีเวลาทำงานเพิ่มอีกอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน
เวลาที่ได้รับเพิ่มขึ้นราวๆ ครึ่งปี ไม่มากและไม่น้อยเกินไปสำหรับการทำงานของ ครม.และ คสช.
แม้เวลาอาจไม่มากพอในการทำให้การปฏิรูปประเทศสำเร็จได้ทุกเรื่อง แต่ก็ไม่น้อยเกินไปต่อการวางรากฐานการปฏิรูปประเทศด้วยการเร่งเสนอกฎหมายเพื่อสร้างกติกาที่ชัดเจนออกมา
ห้วงเวลาดังกล่าวจะเป็นนาทีทองสำคัญของแม่น้ำ 5 สายสำหรับการจัดระเบียบการเมืองให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดการลุแก่อำนาจอีก
แต่เหนืออื่นใดเวลาและโอกาสที่ คสช.และ ครม.กำลังจะได้มานั้นเหมือนกับดาบ สองคม หากใช้ให้เป็นประโยชน์โดยเฉพาะสามารถแก้ไขปัญหาหลักของประเทศอย่างปัญหาเศรษฐกิจได้ก็ดีไป แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่โงหัวขึ้น ปัญหาปากท้องยังไม่ได้รับการแก้ไขให้บรรเทาเบาบางลงได้ ระยะเวลาที่ยืดออกไปเหมือนดาบที่จะค่อยทิ่มแทง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็คงได้ก้อนอิฐแทนดอกไม้ในวันอำลา







