
สนช.มีมติเอกฉันท์รับหลักการงบปี59
มติสนช.เอกฉันท์ 186 เสียงรับหลักการงบปี59 บิ๊กตู่ สั่งขรก.ใช้ให้มีประสิทธิภาพ ถ้าทำไม่ได้จะยึดคืนทั้งหมด รับปฏิรูปได้เพียง 10% ที่เหลือต้องให้รัฐบาลหน้าดำเนินการ
มติสนช.เอกฉันท์ 186 เสียงรับหลักการงบปี59 บิ๊กตู่ สั่งขรก.ใช้ให้มีประสิทธิภาพ ถ้าทำไม่ได้จะยึดคืนทั้งหมด รับปฏิรูปได้เพียง 10% ที่เหลือต้องให้รัฐบาลหน้าดำเนินการ
เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 186 เสียงรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2559 วงเงิน 2.7 ล้านล้านบาท พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญจำนวน 50 คนเพื่อพิจารณาในรายละเอียด แบ่งเป็นสมาชิกสนช.40 คนและตัวแทนจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 10 คน โดยกำหนดกรอบระยะเวลาในการทำงานของคณะกมธ.วิสามัญให้เสร็จภายใน 90 วัน
สำหรับภาพรวมในการอภิปรายของสมาชิกสนช.ส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ที่รัฐบาลเสนอ แต่เป็นห่วงในเรื่องภารกิจของบางส่วนราชการที่มีความซ้ำซ้อนกันอยู่ รวมไปถึงอยากให้รัฐบาลวางระบบตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้เกิดความโปร่งใสด้วย
นางนิสดารก์ เวชยานนท์ สมาชิกสนช.อภิปรายว่า กำไรของรัฐวิสาหกิจที่ส่งให้กับรัฐบาลทุกปีมีแนวโน้มลดลง โดยปี 2557 มีกำไร2แสนล้านบาท ปี 2558 ลดลงมาเหลือประมาณ1แสนล้านบาท ปี2559 มีการประมาณการไว้แค่7หมื่นล้านบาท ดังนั้น ในเมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาในช่วงไม่ปกติก็ควรเร่งดำเนินการกับรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนสะสมจำนวนมาก ซึ่งคิดว่าควรให้หน่วยงานเอกชนมาทำแทน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภาระของรัฐบาลในการตั้งงบประมาณเป็นรายจ่ายมากขึ้นทุกปี จะทำให้เราไม่เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุน
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสนช.อภิปรายว่า งบประมาณปี 59 ครอบคลุมทุกหน่วยงานทั้งหมด ยกเว้นณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ไม่ต้องเสนองบประมาณผ่านรัฐบาล เพราะกสทช.มีอำนาจในการตั้งงบประมาณใช้เอง ซึ่งในปี 2556 กสทช.ตั้งงบประมาณใช้ไป 2,519 ล้านบาท ปี 2557 จำนวน 4,601 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งบประมาณจำนวนที่มากกว่างบประมาณของส่วนราชการบางแห่ง จึงอยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.557 เพื่อให้กสทช.จัดทำงบประมาณ เสนอต่อรัฐสภา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ทุก 3 เดือนส่วนราชการจะต้องมีการรายงานมาว่างบประมาณที่ได้ไปได้ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง ถ้าไม่มีก็จะยกเลิก เอาไปให้กระทรวงอื่นหรือเอามาเข้าในงบกลางและให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการบริหาร
"ในเรื่องของรายได้รัฐอาจจะมากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าราคาน้ำมันดิบยังลดลง แต่ถ้าราคาขึ้นก็ต้องเตรียมมาตรการลดความเสี่ยงเป็นระยะๆ 3 เดือน 6 เดือน วันนี้การปฏิรูประยะแรกอยู่ที่ผมประมาณ 10% เท่านั้นนอกนั้นเป็นการบริหารราชการแผ่นดิน อีก 90%ที่เหลือจะต้องส่งให้รัฐบาลหน้าไปทำ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างต่างๆ ถ้าให้ผมมาทำรื้อโครงสร้างเองก็จะทะเลาะกันเองแล้วงานอื่นใครจะทำ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาของกสทช.กำลังอยู่ในระหว่างการจัดการด้วยความรอบคอบ จะให้ดำเนินการอะไรตอนนี้เลยคงจะไม่เหมาะสม ซึ่งเวลานี้ได้ดูแลควบคู่ไปกับกิจการของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยจะมีความชัดเจนในช่วงเดือนส.ค.
ด้าน นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า งบประมาณขาดดุลไม่ได้เป็นเรื่องน่ากลัว เพราะสามารถใช้พัฒนาประเทศได้เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เราตั้งงบประมาณขาดดุลให้ไม่เกิน3%ของจีดีพี ภายใต้อยู่บนสมมติฐานว่าจีดีพีจะโตขึ้น 4% และเงินเฟ้อประมาณ1.6% งบประมาณรายจ่ายที่ออกมานั้นยังไม่พอกับความต้องการของหน่วยราชการต่างๆที่ต้องการมากกว่านี้ประมาณ 60%
นายสมหมาย กล่าวว่า ตอนนี้รัฐบาลมีนโนบายการใช้หนี้ โดยจะนำเงินเสียหายจากการจำนำข้าวมารวมกับหนี้อื่นๆที่ค้างสะสมมาจากอดีต เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย ขสมก.เป็นต้น รวมกันประมาณ 7.2 แสนล้านบาท จากนั้นจะออกพันธบัตรดอกเบี้ยต่ำประมาณ 3.5% ชำระหนี้ 20 ปี
"นอกจากนี้ต้องหาเงินจากทางอื่นเพื่อใช้หนี้ให้ลดลงเร็วขึ้น ภาระของประเทศไทยในอนาคตไม่ได้มีเรื่องใช้หนี้อย่างเดียว แต่ยังมีปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงอายุอีกด้วย" นายสมหมาย กล่าว
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจของโลกตามการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟระบุว่ายังอยู่ในลักษณะที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีนัก ใน40ประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักกับสหรัฐอเมริกาพบว่าตัวเลขการส่งออกติดลบแทบทั้งสิ้น แบ่งเป็นกลุ่มติดลบ5% กลุ่มติดลบ5-10% และกลุ่มติดลบ10%ขึ้นไป ซึ่งประเทศไทยติดลบ 4% แม้ว่าเราจะติดลบแต่เรายังมีส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้นประมาณ 0.5%







