
ผ่าโมเดลประชามติ ออกทางไหนก็วุ่น
ไม่ว่าโมเดลการทำประชามติจะมีหน้าตาอย่างไร สุดท้ายคงไม่พ้นกระแสต่อต้านไปได้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ตัดสินใจให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เปิดทางให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.และ คสช.เสนอมาเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง สนช.จะมีเวลาไม่เกิน 15 วัน ในการลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ สนช.ไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาในร่างแก้ไขดังกล่าว เว้นแต่ ครม.และ คสช.จะเห็นชอบด้วย และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสามารถผ่าน สนช.ไปได้ จนต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สนช.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สนช.เท่าที่อยู่ หรือ 110 คน จากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 220 คน
ตรงนั้นเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่ความน่าสนใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ที่เนื้อหาข้างในมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการจะกำหนดให้มีการทำประชามติภายในกี่วันนับตั้งแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะนับตั้งแต่วันที่ สปช.ได้แจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน
แต่หากจะบอกว่าเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนไหนสำคัญที่สุด คงต้องยกให้กับ “เกณฑ์คะแนนในการตัดสินการประชามติ” และ “ผลที่ตามมาหลังจากคะแนนประชามติที่ออกมาในรูปใดรูปหนึ่ง”
1.เกณฑ์คะแนนในการตัดสินการประชามติ : อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำประชามติ เพราะเป็นการบอกว่าประชาชนจะต้องลงคะแนนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเท่าไหร่ ถึงจะมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบ ซึ่งถ้ามองความน่าจะเป็นในเรื่องนี้อาจออกได้ 2 ทาง
ทางที่ 1 “ตัดสินด้วยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติ” หมายความว่า สมมติหากมีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 40 ล้านคน แต่มีคนมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันลงประชามติจำนวน 19 ล้านคน และมีคะแนนเสียงเห็นชอบตั้งแต่ 9.5 ล้านคนขึ้นไป จะเท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งรูปแบบนี้จะเหมือนกับโมเดลตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549
ทางที่ 2 “ตัดสินด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง” มีความแตกต่างจากแนวทางที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ภายใต้สมมติฐานที่ว่ามีผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 40 ล้านคนเหมือนกัน หากจะให้ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องฝ่าเงื่อนไข 2 ประการด้วยกัน ได้แก่
(1) จะต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกิน 20 ล้านคน จากทั้งหมด 40 ล้านคน
(2) หากมีคนมาออกเสียงแค่ 20 ล้านคน ในจำนวนนี้จะต้องมีประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบได้
แนวทางนี้จะเป็นไปตามมาตรา 9 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ที่บัญญัติว่า “การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”
2.ผลที่ตามมาหลังจากคะแนนประชามติที่ออกมาในรูปใดรูปหนึ่ง : จะเป็นส่วนที่บอกว่าจะมีผลอะไรตามมาบ้างหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติของประชาชน
ในกรณีที่ประชาชนพร้อมใจให้ความเห็นชอบ คงไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะจะเข้าสู่กระบวนการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ แต่สำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนต่างหากที่มีความซับซ้อน เพราะเป็นเรื่องน่าขบคิดว่า คสช.และ ครม.จะออกแบบอย่างไร ซึ่งอาจเป็นไปได้ 3 โมเดล
(1) ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิก สปช.พ้นจากตำแหน่ง : หากร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่าน สปช.แล้วแต่ประชาชนลงประชามติไม่เห็นชอบ จะมีผลให้ สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ พ้นจากตำแหน่ง พร้อมกับอาจกำหนดเพิ่มเติมลงไปว่าให้มีการดำเนินการสรรหา สปช.และแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างฯ ขึ้นมาใหม่ โดยไม่ให้กรรมาธิการยกร่างฯ และ สปช.ชุดเดิมกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก ซึ่งเป็นการนำเอาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาปรับใช้
(2) ให้เฉพาะคณะกรรมาธิการยกร่างฯ พ้นจากตำแหน่ง : เมื่อประชาชนไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คณะ กรรมาธิการยกร่างฯ ในฐานะผู้เขียนร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการพ้นจากตำแหน่ง จากนั้นให้ สปช. ครม. และ คสช. ดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 พร้อมกับจำกัดไม่ให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดเดิมกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีก
(3) ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ : โมเดลนี้เริ่มมีการคาดการณ์ว่าอาจมีความเป็นไปได้ หลังจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่มีจุดเสี่ยงตรงที่กระบวนการในการได้มา ซึ่งคณะกรรมการที่ว่านี้จะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม อันจะลามไปถึงความชอบธรรมที่จะมีต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย
แต่ไม่ว่าโมเดลการทำประชามติจะมีหน้าตาอย่างไร สุดท้ายคงไม่พ้นกระแสต่อต้านไปได้







