posttoday
อนาคตอัญมณีไทย

อนาคตอัญมณีไทย

19 พฤษภาคม 2558

การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในปี 2558 ยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตลาดเพื่อปรับตัวป้อนสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในปี 2558 ยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตลาดเพื่อปรับตัวป้อนสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

กูรูในแวดวงอัญมณีและเครื่องประดับหลายท่านได้ฟันธงตลาดดาวรุ่ง ดาวร่วงในงานสัมมนา เรื่อง “เจาะลึกเศรษฐกิจการค้าโลกปี 2558 กูรูอัญมณีและเครื่องประดับฟันธง ตลาดดาวรุ่ง ตลาดดาวร่วง” จัดโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ว่า  ตลาดส่งออกที่มีศักยภาพในปีนี้ก็คือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอาเซียน

สำหรับในสหรัฐเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น โดยชาวอเมริกันมักชอบซื้อสินค้าเครื่องประดับเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นและนิยมปรับเปลี่ยนสินค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงมีแนวโน้มที่อุปสงค์การบริโภคสินค้าเครื่องประดับจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูงอย่างเครื่องประดับทองเพื่อเก็บสะสมเป็นสินทรัพย์และเป็นการลงทุนที่มีแนวโน้ม
ส่งออกได้ดีขึ้น จากเดิมที่ตลาดนี้เคยนิยมเครื่องประดับเงินอย่างมากในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2558 ไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ไปสหรัฐเพิ่มขึ้น 12.47% คิดเป็นมูลค่าราว 7,107 ล้านบาท

ส่วนตลาดยุโรปมีแนวโน้มทรงตัว โดยมีเยอรมนีเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้า เยอรมนีจึงเป็นตลาดบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับรายสำคัญที่สุดในสหภาพยุโรป แต่ด้วยพื้นฐานของชาวเยอรมนีซึ่งเป็นพวกอนุรักษนิยม มีความมัธยัสถ์อดออมและไม่นิยมซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิต จึงนิยมซื้อเครื่องประดับดีไซน์หรูทันสมัยที่มีราคาไม่สูงนัก เครื่องประดับเงินซึ่งมีราคาย่อมเยาจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดนี้ เห็นได้จากยอดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ของไทยไปยังเยอรมนีช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 ที่เติบโต 42.9% หรือมีมูลค่า 3,028 ล้านบาท โดยการส่งออกเครื่องประดับเงินขยายตัวสูงมาก

ขณะที่ชาวฝรั่งเศสก็กลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น ผู้บริโภคในตลาดนี้ค่อนข้างประหยัดมัธยัสถ์ จึงนิยมซื้อสินค้าที่มีมูลค่าเพื่อสะสมเป็นสินทรัพย์โดยเฉพาะเครื่องประดับทอง 18 กะรัตตกแต่งอัญมณีมีแนวโน้มความต้องการมากขึ้นในปีนี้ โดยรูปแบบสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นสไตล์คลาสสิกไม่อิงกับแฟชั่นมากนักและมีราคาไม่สูงมาก ซึ่งช่องทางจำหน่ายสินค้าเครื่องประดับที่สร้างยอดขายได้มากเป็นอันดับหนึ่งก็คือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ของไทยไปยังฝรั่งเศสขยายตัว  9.17% คิดเป็นมูลค่า 507 ล้านบาท จากสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทองที่เติบโตได้ดี

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงสุดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยชาวอาหรับที่ร่ำรวยนั้นนิยมซื้อเครื่องประดับทองตกแต่งอัญมณีเป็นเซตหรูหราขนาดใหญ่ครบชุด ส่วนกลุ่มชนชั้นกลางเริ่มหันมาชื่นชอบเครื่องประดับเงินชุบหรือเคลือบด้วยทองตกแต่งอัญมณีที่มีชิ้นงานขนาดใหญ่แทนมากขึ้น อีกทั้งปัจจุบันชาวตะวันออกกลางมักชอบต่อรองราคา สินค้าไทยที่มีดีไซน์ร่วมสมัยตามเทรนด์ตะวันตก มีคุณภาพดีและสามารถต่อรองราคาได้จึงเป็นที่นิยมค่อนข้างมากในตลาดนี้

นอกจากนี้ ตลาดอาเซียนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นจากกำลังซื้อที่สูงขึ้นของประชากรในประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง โดยนอกเหนือจากสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักแล้ว  ตลาดดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงขึ้น คือ เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรเร่งหาช่องทางเจาะตลาด  โดยสามารถอาศัยช่องทางห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ตามเมืองสำคัญต่างๆ  สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมในสองตลาดนี้นอกจากเครื่องประดับทอง 18 หรือ 22 กะรัตตกแต่งอัญมณีแล้ว เครื่องประดับเงินแนวแฟชั่นก็เป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยหากเป็นชิ้นงานที่มีดีไซน์สร้างสรรค์โดดเด่นหรือมีแบรนด์สินค้าก็จะเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมาก สะท้อนได้จากมูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ของไทยไปยังตลาดอาเซียนที่เติบโตต่อเนื่อง โดยช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัว 30.92% ด้วยมูลค่าส่งออก 1,195 ล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกรายการสำคัญไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเทียมพลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไนล้วนขยายตัวได้ดี

ทั้งนี้ เพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจโลก เร่งทำการตลาดเชิงรุก แสวงหาลู่ทางตลาดใหม่ๆ ที่เหมาะกับจุดเด่นในธุรกิจของตนเพื่อขยายการส่งออกสินค้า และวางกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมกับศักยภาพทางธุรกิจ ผ่านการจัดจำหน่ายและการประชาสัมพันธ์สินค้าในหลากหลายช่องทาง ผู้ประกอบการต้องหันมาเน้นการพัฒนาดีไซน์สินค้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสร้างสรรค์นวัตกรรมการผลิตเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงนำเสนอสินค้าในรูปแบบแปลกใหม่ให้สอดคล้องกับเทรนด์นิยมและความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพยายามสร้างแบรนด์สินค้าของตนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท