
ธนาคารรัฐหลังแอ่น แบงก์พาณิชย์เข้มให้กู้
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(จีดีพี) ปีนี้ลงเหลือโต 3-4% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 3.5-4.5% หลังจากพบว่าจีดีพีไตรมาสแรกของปีโตเพียง 3% สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เตรียมจะปรับลดจีดีพีลงต่ำกว่าคาดการณ์ปัจจุบันที่ 3.8% ในเดือน มิ.ย.นี้ เช่นกัน
การปรับลดจีดีพีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงรายได้ของประชาชาติมีแนวโน้มจะลดลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้
เมื่อประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ แม้ว่าอัตราการเพิ่มจะชะลอตัวลง แต่ก็ถือว่ายังมีสัดส่วนที่สูง โดย สศช.ประเมินไว้เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า สิ้นปีนี้หนี้ครัวเรือนของไทยอาจจะแตะ 88% ของจีดีพี
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น เนื่องจากห่วงว่าจะเกิดปัญหาหนี้เสียที่จะกลายมาเป็นภาระให้ต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น บั่นทอนผลกำไรในการดำเนินงานให้ลดลงได้
โดยภาพความเข้มงวดในการให้กู้ของธนาคารพาณิชย์ สะท้อนได้จากการที่สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลายธนาคารเริ่มมียอดการปฏิเสธการให้กู้เพิ่มขึ้น ทั้งสินเชื่อธุรกิจในรายที่เป็นผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (เอสเอ็มอี) สินเชื่อบุคคล ซึ่งรวมถึงสินเชื่อบ้านที่ปกติจะปล่อยกู้กันอย่างคึกคัก
ทั้งนี้ ธปท.ได้รายงานว่า ไตรมาสแรกปีนี้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์มีอัตราการขยายตัวที่ลดลง โดยมียอดคงค้างที่ 11.25 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวเพียง 4.3% จากไตรมาสก่อนหน้าที่เคยเติบโต 5%
และหากแยกประเภทการให้สินเชื่อ จะพบว่าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวเพียง 1% เพราะบริษัทขนาดใหญ่หันไประดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้แทนการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอการขยายการลงทุน ทำให้ความจำเป็นในการใช้สินเชื่อเพื่อการลงทุนมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้สินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียนมากกว่า
ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีของระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัว 4.5% และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคขยายตัวมากที่สุด 7.6% จากสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี คุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น จาก 2.15% ในไตรมาสก่อน เป็น 2.29% ของสินเชื่อรวม เช่นเดียวกับสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan หรือ SM) ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ลูกค้าเริ่มผิดนัดชำระ 1 เดือน แต่ยังไม่ถึง 3 เดือน ก็เพิ่มขึ้นจาก 2.61% ของสินเชื่อรวม เป็น 2.81%
แม้การเติบโตของสินเชื่อไตรมาสแรกจะไม่สูงนัก แต่ ธปท.ก็ยังมองโลกในแง่ดี และเชื่อว่าสินเชื่อปีนี้ทั้งปีจะโตได้ที่ระดับ 7%
สอดคล้องกับความเห็นจากผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการระมัดระวังการปล่อยกู้มากและดูแลหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น อาทิ วรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า การปล่อยสินเชื่อปีนี้น่าจะเติบโตน้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ โดยธนาคารได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีลงจาก 4-4.5% เหลือ 3.5-4% โดยตั้งเป้าหมาย
สินเชื่อเติบโต 1.5 เท่าของจีดีพี และอาจจะเพิ่มการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติมอีก หลังจากสัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นเป็น 3.01% ของสินเชื่อรวม ขณะเดียวกันก็จะรุกสินเชื่อด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
ด้าน ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารเตรียมทบทวนเป้าหมายสินเชื่อรวมปีนี้ใหม่ จากเดิมตั้งไว้ 8-9% หลังจากที่เศรษฐกิจไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ โดยเฉพาะการส่งออกที่มีสัดส่วนต่อจีดีพีมากยังคงติดลบต่อเนื่อง โดยปีนี้ความเสี่ยงของธนาคาร คือการควบคุมเอ็นพีแอลที่กำลังขยับสูงขึ้นไม่ให้เกิน 2.4-2.5% ของสินเชื่อรวม จากสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ 2.2%
เช่นกัน ญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ไตรมาสแรกปีนี้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเติบโตเพียง 1.8% สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม จีดีพีที่คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ธนาคารลดเป้าการปล่อยสินเชื่อ เหลือเติบโต 5.5% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 5-7% ส่วนเอ็นพีแอลไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 2.13% จาก 2.11% เมื่อสิ้นปี 2557
ขณะที่ ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า สินเชื่อปีนี้จะโตที่ 3-5% จากสมมติฐานเศรษฐกิจขยายตัว 3% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจจะมีอัตราการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง หลังจากที่ไตรมาสแรกสินเชื่อเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% และเอ็นพีแอลมีแนวโน้มจะปรับขึ้นบ้าง
อย่างไรก็ดี การที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยกู้จะทำให้ประชาชนผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่ยังมีความต้องการสินเชื่ออยู่ และไม่สามารถขอกู้จากธนาคารพาณิชย์ได้ จะแห่ไปขอสินเชื่อกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแทนมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยในระยะต่อไปหลังจากนี้ น่าจะได้เห็นสินเชื่อของธนาคารรัฐขยายตัวเร็วขึ้น ถึงขั้นที่เรียกว่ารับเละก็เป็นได้ เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดกันว่าธนาคารรัฐมีความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยกู้น้อยกว่า และมีหลักเกณฑ์ที่ผ่อนปรนกว่าธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากส่วนหนึ่งรัฐบาลจะมีนโยบายให้ธนาคารของรัฐดูแลการให้กู้เพื่อช่วยเหลือประชาชนอยู่เนืองๆ
ทั้งนี้ การช่วยเหลือหรือการให้กู้ของธนาคารรัฐก็ต้องมีการบริหารจัดการให้เหมาะสม ต้องให้อยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายให้ ธปท. เข้ามากำกับดูแลธนาคารรัฐ เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองเหมือนที่ผ่านมา ที่มีการปล่อยกู้จนเกิดปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนในการอุ้มธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ
การอยู่ภายใต้กำกับดูแลของ ธปท. จะทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีมาตรฐานด้านต่างๆ ใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงคุณภาพหนี้ที่ ธปท.ต้องเข้าไปสอดส่องดูแลด้วย ธนาคารเฉพาะของรัฐจึงต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี ให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานของธนาคารพาณิชย์ หากจะมีการปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษก็ควรจะแยกบัญชี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียท่วมธนาคารจนต้องควักเงินภาษีของประเทศไปอุ้มเพิ่มเติมอีก เพราะถึงการขยายตัวสินเชื่อเพิ่มช่วยประชาชนไม่ทิ้งคนที่เดือดร้อนแม้จะเป็นเรื่องที่ดีที่ควรทำ แต่ก็ไม่ควรละเลยจนลืมด้านความมั่นคงของธนาคารและคุณภาพหนี้ด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวก็จะส่งผลให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากกว่าที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน







