
แม่น้ำ4สายรื้อใหญ่ร่างรธน.
หลังสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...เจษฎา จี้สละ
หลังสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอแล้ว ซึ่งปรากฏว่าทุกองค์กรได้วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างหนัก พร้อมได้เสนอแนะให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปปรับแก้เป็นการใหญ่วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ในฐานะตัวแทนของฝ่าย ครม. และ คสช. บอกว่า ข้อบกพร่องในร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วย 1.การแก้ไขถ้อยคำที่ไม่มีความชัดเจนและเกิดความไม่เข้าใจ 2.ประเภทที่ไม่ควรบัญญัติไว้ แต่ควรไปบัญญัติไว้ที่อื่น หากอยู่ในรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ หรือบางเรื่องไม่ควรจะอยู่ในหมวดนี้มาตรานี้ 3.สิ่งที่ควรจะเขียนแต่กลับไม่เขียน และ 4.หลักการสำคัญที่ควรทบทวนตัดออก รวมถึงการลดขนาดของรัฐธรรมนูญให้เหลือราว 200 มาตราด้วย
“เป็นไปได้ที่คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะตัดมาตราในร่างรัฐธรรมนูญออก เพราะเสียงที่เข้าไปจะบอกว่าบางมาตราสามารถนำไปใส่ในกฎหมายลูก หรือบางมาตราไม่จำเป็นต้องมีในกฎหมายลูกเลยก็ได้ ซึ่งรัฐบาลจะบอกไป ส่วนการมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปหรือสมัชชาคุณธรรมนั้น ถ้าทำออกมาแล้วเหมือนดูถูกประชาชนก็ต้องแก้ไข” วิษณุ ระบุ
สำหรับประเด็นในการยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนั้น “วิษณุ” ยกตัวอย่าง อาทิ 1.เสนอตัดมาตรา181 และมาตรา 182 เพราะไม่เห็นประโยชน์จาก 2 มาตรานี้ นอกจากการเปิดโอกาสให้ชิงไหวพริบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีและฝ่ายค้าน 2.เสนอให้ตัดคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สว. เพราะแม้จะเป็นความหวังดี แต่จะเกิดคนแก้ในการคัดเลือกผู้สมัครรอบแรก ขณะเดียวกันเชื่อว่าจะมีผู้สมัครในแต่ละจังหวัดไม่เกิน 10 คนอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะมีคณะกรรมการชุดนี้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ที่มีเสียงคัดค้านมาก รวมถึงเรื่องที่ศาลฎีกาและศาลปกครองไม่เห็นด้วยกับการนำคนนอกเข้ามาเป็นคณะกรรมการมากเกินไป และไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้ตุลาการเกษียณเมื่ออายุครบ 65 ปี
“วิษณุ” ยังได้พูดถึงการประชุมระหว่าง ครม. และ คสช. เกี่ยวกับการประชามติในวันนี้ (19 พ.ค.) ว่า ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะทำประชามติหรือไม่ เพียงแต่เป็นการหารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้มีการประชามติเท่านั้น
“ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาในการตัดสินใจหรือตอบว่าควรทำประชามติหรือไม่ เพราะการทำประชามติมี 2 ขั้นตอนต้องตัดสินใจ คือ 1.จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อทำประชามติหรือไม่ ถ้าแก้ต้องพูดกันในวันที่ 19 พ.ค. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 สัปดาห์ ส่วนงบประมาณต้องมี 3,000 ล้าน การตัดสินใจทำประชามติถ้าพูดเร็วก็จะดี เพราะคนที่เกี่ยวข้อง เช่น กกต. จะได้มีเวลาเตรียมตัว” รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ระบุ
ขณะที่ สปช. มีข้อเสนอจากคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองที่มี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ตกผลึกให้มีการแก้ไข 2 ประเด็นใหญ่ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับการเปิดโอกาสให้มี “กลุ่มการเมือง” จึงเสนอให้ตัดออก และบัญญัติให้ “พรรคการเมือง” เท่านั้น และ 2.นายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สส. และผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ จะต้องเป็น สส.เช่นกัน ส่วนประเด็นอื่นๆ อยู่ระหว่างการพิจารณา
นอกจากนั้นแล้ว กมธ.ปฏิรูปการเมืองยังได้นำข้อเสนอที่ได้จากการสัมมนา 74 พรรคการเมือง รวมไว้ในญัตติอีกด้วย ซึ่งประกอบด้วยประเด็นสำคัญ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มการเมือง เพราะสร้างการเมืองสองมาตรฐานระหว่างกลุ่มการเมืองและพรรคการเมือง ส่งผลให้ประเทศย้อนกลับสู่ประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ 2.ไม่เห็นด้วยกับการมีบัญชีรายชื่อแบบเปิด (Open List) 3.ไม่เห็นด้วยกับการมีคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร สว. เพราะ สว.ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
4.ไม่เห็นด้วยกับนายกฯ คนนอก เพราะไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน 5.ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 181 และมาตรา 182 เพราะจะทำให้การตรวจสอบอ่อนแอ 6.ไม่เห็นด้วยกับการมีคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) แต่ควรพัฒนาศักยภาพ กกต.ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ 7.ควรมีการประชามติ แม้รัฐธรรมนูญจะมีที่มาไม่ชอบธรรม แต่ควรได้รับการเห็นชอบของประชาชนก่อนประกาศใช้
ส่วนข้อเสนอจาก สนช. ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน หลังจากอภิปรายในวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา มีข้อสรุป 6 ประเด็น ได้แก่ 1.ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งกลุ่มการเมือง เพราะจะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทั้งที่ต้องการสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันในระบอบประชาธิปไตย 2.ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมจะทำให้รัฐบาลอ่อนแอ เพราะมีพรรคร่วมขนาดเล็กจำนวนมาก
3. สว.ควรมาจากการสรรหาทั้งหมด เพราะที่ผ่าน สว.สรรหาถ่วงดุลกับฝ่ายบริหารได้ดี 4.กรณีนายกฯ คนนอก หากจะบัญญัติไว้จะต้องเขียนให้ชัดเจนเฉพาะกรณีวิกฤตเท่านั้น 5.ไม่ควรมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มีกำหนดสัดส่วนของ สนช. และ สปช.ชัดเจน เพราะจะกลายเป็นการสืบทอดอำนาจ และ 6.ไม่เห็นด้วยกับการควบรวมผู้ตรวจฯ และ กสม.เพราะดำเนินการคนละหน้าที่กัน
ขณะที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มจะยอมแก้ไขใน 3 ประเด็น คือ 1.การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สั้นลงจากเดิม 315 มาตรา ให้เหลือต่ำกว่า 299 มาตรา โดยการลดเนื้อหา ถ้อยคำ และตัดบางรายมาตราออกไป 2.ตัดมาตรา 181 และมาตรา 182 เพราะนักการเมืองอาจนำไปใช้ในทางมิชอบ และ 3.ปรับมาตรา 298 ในส่วนที่เกี่ยวกับการอภัยโทษให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งหมดต้องตามกันไม่กะพริบ เพราะยิ่งใกล้โรดแมปยิ่งเดือด







