
ลดราคาน้ำมันพัวพันธุรกิจ-การเมือง
นโยบายลดราคาน้ำมัน 2 บาทขาดตัว จึงเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ ไม่เพียงแต่แตกคอกับพรรคร่วมรัฐบาลเอาง่ายๆ แต่ยังเสี่ยงกับข้อครหาแบบได้ไม่คุ้มเสีย
นโยบายลดราคาน้ำมัน 2 บาทขาดตัว จึงเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ ไม่เพียงแต่แตกคอกับพรรคร่วมรัฐบาลเอาง่ายๆ แต่ยังเสี่ยงกับข้อครหาแบบได้ไม่คุ้มเสีย
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หลังจากเข้ามารับตำแหน่งไม่ถึง 2 สัปดาห์ นายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง ก็ “จุดพลุ” การลดราคาน้ำมันทุกประเภทอีกลิตรละ 2 บาท
เรียกว่าสร้างความฮือฮาให้กับวงการน้ำมันและผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งในช่วงนี้ต้องเจ็บปวดกับราคาน้ำมันที่แพงมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้บางคนอาจค่อนขอดว่ารัฐบาลอาจแค่ขาย “ฝันกลางวัน” ให้กับประชาชน และทำได้ดีที่สุดแค่การตีปี๊บหาเสียง
แต่เมื่อเจาะลึกลงไปพบว่า นายมั่น มีดีกรีไม่ธรรมดา ต้องถือว่าเป็น “เจ้าพ่อ” ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำ
แม้แต่เจ้าตัวก็ยอมรับว่า อยู่ในวงการค้าน้ำมันมาไม่น้อยกว่า 20 ปี รู้ช่องเล็กช่องน้อยที่จะทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยลดลง
เพราะย้อนกลับไปในช่วงที่นายวัฒนา อัศวเหม อดีตหัวหน้าพรรคราษฎร โลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมือง นายมั่นคือหนึ่งในเงาของหัวหน้าพรรค
แม้แต่ในช่วงที่นายสมพร อัศวเหม น้องชายนายวัฒนา เป็น รมช.พาณิชย์ สมัยที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี นายมั่นก็ได้นั่งเป็นเลขานุการ คุมเนื้องานละเอียดยิบ
กลุ่มอัศวเหมนั้นถือเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงมานาน ภายใต้ตรา เอ็มพีปิโตรเลียม ซึ่งเคยติดตลาดย่านชานเมืองอยู่พักใหญ่
จากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าในอดีตเมื่อปี 2547 นั้น นายมั่น ถือหุ้นอยู่ใน บริษัท เจริญมั่นคง ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2518 และเป็นบริษัทแม่ของปั๊มเอ็มพีปิโตรเลียม โดยมีทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท
โดยนายมั่นถือหุ้นร่วมกับนายสมพร สะท้อนคอนเนกชันทั้งทางการเมืองและธุรกิจที่มีมายาวนาน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2552 ไม่ปรากฏชื่อนายมั่น ในบริษัท เจริญมั่นคงแล้ว เพียงแต่มีชื่อของคนในนามสกุลเดียวกันคือนายวรรณไว พัธโนทัย ถือหุ้นอยู่ประมาณ 0.06%
ในฐานะที่เป็น รมช.คลัง กำกับดูแลกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นกรมที่เก็บภาษีน้ำมัน จึงมั่นใจว่าก็ยังมีช่องทางนี้ที่ทำได้
เพราะปัจจุบันไส้ในของอัตราการเก็บภาษีน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 2-3 บาท ซึ่งสูงมากๆ
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า นายมั่นคงไม่เลือกทางนี้เป็นอันดับแรก เพราะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ย่อมส่งผลกระทบการเก็บภาษีของกรมให้ทรุดฮวบ จนกลายเป็นผลงานชิ้นโบดำของ รมช.คลังไป
ดังนั้น นายมั่นจึงมุ่งเป้าไปที่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในฐานะเป็นกรรมการผู้แทนจากกระทรวงการคลัง จะเสนอแนวทางให้ลดราคาน้ำมันทุกชนิดลง 2 บาทต่อลิตร โดยลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ลดเก็บภาษีน้ำมันท้องถิ่น
แนวทางดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากนายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงานอย่างทันควัน โดยปฏิเสธว่าไม่มีวาระการพิจารณาลดราคาน้ำมัน 2 บาทต่อลิตร ในการประชุม กพช. ในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ เป็นการปิดทางเดินดับฝันแนวคิดของ รมช.คลัง ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเดิน
โดย รมว.พลังงาน มองสวนทางว่า หากต้องการลดราคาน้ำมันลิตรละ 2 บาท ก็ควรใช้กลไกการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงลง 2 บาทต่อลิตร ไม่ควรมาแตะเงินกองทุนน้ำมันฯ ของกระทรวงพลังงาน
เพราะทุกวันนี้ กองทุนน้ำมันฯ มีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันที่มีส่วนผสมของพลังงานทดแทนในอัตราที่น้อยอยู่แล้ว และอีกทางหนึ่งยังต้องแบกรับภาระการชดเชยราคาก๊าซแอลพีจีที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ จากความต้องการใช้ที่สูงขึ้นต่อเนื่องด้วย
หากมาลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันฯ อีก จะทำให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯ มีปัญหาจากบวกกลายเป็นติดลบได้
ทั้งนี้ เมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว กองทุนน้ำมันฯ จะต้องมีเงินก้นถุงไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อตุนไว้ในยามที่ราคาพลังงานมีความผันผวน จะได้มีหน้าตักมารองรับ
ไม่ใช่ใช้เงินก้อนโตทำให้น้ำมันราคาถูกเพื่อหวังผลงานทางการเมือง และผลประโยชน์เข้ากลุ่มพ่อค้าน้ำมันที่ใกล้ชิดแวดวงนักการเมือง
แนวคิดของ รมว.พลังงานไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นที่ทราบกันวงในว่า กองทุนพลังงานเป็นกองทุนที่ใครๆ ก็อยากดูแล เช่นเดียวกับกองทุนนอกงบประมาณของหน่วยงานอื่นๆ
งานนี้จึงเป็นเรื่องของจงอางหวงไข่ ใครจะมาล้วงเอาง่ายๆ ไม่ได้
ไม่เพียงแนวคิดการลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เท่านั้น แต่นายมั่นยังขายไอเดียการลดราคามัน โดยการให้มีการนำเข้าน้ำมันจากประเทศอื่น ไม่ต้องนำเข้าน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์แต่เพียงผู้เดียว
ไอเดียนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ในวงการค้าน้ำมันแบบเต็มๆ
เมื่อมองย้อนหลังกลับไปสมัยรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตีปี๊บการนำเข้าน้ำมันจากประเทศรัสเซียมาแล้ว อ้างว่าจะทำให้ราคาน้ำมันในประเทศถูกลงถึงลิตรละ 4-5 บาท
ต้องบอกว่าไอเดียของนายสมัครสร้างความฮือฮา ไม่แพ้ไอเดียของนายมั่น แต่เมื่อเวลาผ่านข้ามคืน ก็ปรากฏว่าไอเดียของนายสมัครได้รับการต่อต้านจากกระทรวงพลังงานอย่างมาก
เมื่อในทางเทคนิคแล้วน้ำมันของรัสเซียมีคุณภาพต่ำกำมะถันสูง จึงส่งผลให้ราคาถูก ซึ่งไม่ผ่านมาตรฐานน้ำมันของไทยที่ไปไกลกว่านั้นมาก
แถมยังถูกตรวจสอบพบว่า ไอเดียนั้นเกิดขึ้นจากพ่อค้าน้ำมันที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมือง ที่ต้องการเป็นตัวแทนนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมาขายในไทย เพราะพบว่า บริษัทที่จะนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเป็นแค่บริษัทแบบห้องแถว
ทำให้การนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย กลายเป็นมวยล้มต้มคนดูไปในเวลาไม่นาน
ดังนั้น การที่นายมั่น นำเหล้าเก่ามาใส่ขวดใหม่ เสนอให้มีการนำเข้าน้ำมันจากประเทศอื่น ก็ต้องตอบคำถามเดิมให้ได้ว่าน้ำมันที่นำเข้ามีคุณภาพได้มาตรฐาน ไม่ใช้นำน้ำมันมาตรฐานต่ำมาขายในราคาน้ำมันมาตรฐานสูง
ส่วนคำถามว่า กลุ่มพ่อค้าน้ำมัน ซึ่งนายมั่นอยู่ในวงการนี้มาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายนี้หรือไม่
หากได้รับผลประโยชน์ก็จะเป็นการ “ไม่เหมาะ” ที่จะผลักดันนโยบายนี้ เพราะสุ่มเสี่ยงจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย
แม้ความตั้งใจและไอเดียลดราคาน้ำมันเป็นประโยชน์กับผู้ใช้น้ำมัน และเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่การเพิ่งมานั่งอยู่ในตำแหน่งไม่นาน แล้วรีบเร่งดำเนินการเรื่องนี้ก่อน ก็เกิดคำถามจากสังคมตามมา
เพราะขณะทุกคนรู้ดีว่า อายุของรัฐบาลแม้จะยืนระยะอยู่ได้อีกพักหนึ่ง แต่ก็เริ่มนับถอยหลังวันเลือกตั้งใหม่กันแล้ว
นโยบายลดราคาน้ำมัน 2 บาทขาดตัว จึงเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ ไม่เพียงแต่แตกคอกับพรรคร่วมรัฐบาลเอาง่ายๆ แต่ยังเสี่ยงกับข้อครหาแบบได้ไม่คุ้มเสีย







