
วงวิชาการหวั่นรธน.ใหม่ทำการเมืองอ่อนแอ
วงวิชาการหวั่นรัฐธรรมนูญใหม่ทำการเมืองอ่อนแอ ห่วงปชช.ไม่เรียนรู้ประชาธิปไตย
วงวิชาการหวั่นรัฐธรรมนูญใหม่ทำการเมืองอ่อนแอ ห่วงปชช.ไม่เรียนรู้ประชาธิปไตย
เมื่อวันที่ 18 พ.ค.เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม 215 – 216 อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดการสัมมนาเรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการสาขานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ เพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ”โดยมีคณบดี รองคณบดี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ เข้าร่วมกว่า 20 สถาบัน
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า กมธ.จะรวบรวมประเด็นต่างๆที่ได้รับข้อคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นจากนักการเมือง ภาคประชาชน นักวิชาการ เพื่อนำมาปรับปรุง และเตรียมแปรญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าจะรวบรวมให้แล้วเสร็จในวันที่ 21 พ.ค. ก่อนนำเข้าที่ประชุมกมธ.ปฏิรูปการเมือง เพื่อจัดเตรียมร่างแก้ไข และส่งให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ ภายในวันที่ 22 พ.ค.นี้
จากนั้น นายชาตรี เรืองเดชณรงค์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติให้กลุ่มการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาซื้อตัวผู้สมัคร และอาจเป็นตัวเร่งปัญหาในระดับพรรคการเมืองได้ อาจมีการต่อรองกันระหว่างพรรคการเมืองกับกลุ่มการเมือง ทำให้ในอนาคตการเมืองจะอ่อนแอมาก
นายชาตรี กล่าวถึงประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี ว่าจากงานวิจัยพบว่าไม่มีระบบการเลือกตั้งไหนที่ไม่มีการซื้อเสียง แต่ปัจจุบันประชาชนมีวิจารณญาณ อย่าดูถูกประชาชน ประชาชนต้องเรียนรู้ในการถ้าเลือกรัฐบาล ถ้าเลือกผิดเขาจะได้รู้ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนจะไม่เลือกผิดไปตลอด แต่หากเราไปบล็อกไว้ ประชาชนจะไม่เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง ปัญหาจะวนไปวนมา ถ้าเราเชื่อว่าประชาชนเป็นใหญ่เราต้องเชื่อว่าระบบการเลือกตั้งจะพัฒนาคนด้วย
ด้าน นายยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังร่าง อยู่บนพื้นฐานความขัดแย้งทางการเมืองมา 10 กว่าปี ความไม่ไว้วางใจนักการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าการบัญญัติให้กลุ่มการเมืองเข้ามามีบทบาท คือการทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง แม้ว่าจะเป็นเจตนารมณ์ที่ดีที่บัญญัติให้กลุ่มการเมืองเข้ามาในสภา เป็นสส.ที่มาจากภาคประชาชน แต่เนื่องจากพรรคการเมืองไทยไม่ได้เติบโตโดยธรรมชาติ แต่เติบโตด้วยการมีกฎหมายมาควบคุม และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ความเป็นตัวแทนของพรรคกับตัวแทนประชาชนไม่สมดุลกัน วันนี้สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรที่ทำให้กลุ่มการเมืองไม่ต้องเข้ามาในสภาก็ได้ แต่สามารถเป็นเครื่องมือของประชาชนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้
จากนั้น เป็นการแสดงความเห็นในส่วนของมาตรา 268 คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ซึ่งในวงเสวนามีการแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง ทั้งสนับสนุนให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งต่อไป เนื่องจากเห็นว่ากกต.มีพัฒนาการมาระยะหนึ่งแล้ว หากตั้งหน่วยงานใหม่จะเป็นการใช้งบประมาณเพิ่มเติม ต้องสร้างคนใหม่ และเสียความไว้วางใจ จึงไม่อยากให้ขยายงานใหม่ ดังนั้น ควรให้เวลากกต.ได้ทำหน้าที่ต่อไป แต่ต้องพยายามเชื่อมโยงกับเอ็นจีโอในการสร้างเครือข่ายการตรวจสอบ ขณะที่บางส่วนเห็นว่าควรให้มีกจต.ทำหน้าที่แทนกกต.เพราะมองว่ากกต.จังหวัด ตกอยู่ในการครอบงำทางการเมืองท้องถิ่น
ต่อมาเวลา 15.30 น.นายนิรันดร์ พันทรกิจ กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง แถลงผลการสัมมนาว่า เสียงส่วนใหญ่ของนักวิชาการเห็นว่า ควรตัดกลุ่มการเมืองออก เพราะพรรคการเมืองในประเทศไทยมีการพัฒนามาเป็นระยะแล้ว ซึ่งกลุ่มการเมืองอาจมีได้ แต่ไม่ใช่บทบาทในการส่งสมัครรับเลือกตั้ง อีกทั้งการตั้งพรรคการเมืองในปัจจุบันไม่ได้มีความซ้ำซ้อน สามารถขอจดทะเบียนจัดตั้งได้ง่ายอยู่แล้ว ส่วนระบบเลือกตั้งมีการตั้งข้อสังเกตว่า ในกระบวนการเลือกตั้งที่ใช้ระบบสัดส่วนผสมมีอุปสรรค ปัญหา อะไรบ้าง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าควรตัดระบบโอเพ่นลิสต์ทิ้ง เนื่องจากทำให้พรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง จัดตั้งรัฐบาลได้ยุ่งยาก ส่วนที่มาส.ว.เห็นร่วมกันเกือบเป็นเอกฉันท์ว่า หากจะให้ประชาชนเลือกตั้งก็ไม่ควรมีคณะกรรมการกลั่นกรอง ขณะเดียวกันประเด็นที่มานายกฯ ส่วนใหญ่เห็นว่านายกฯควรเป็น ส.ส. ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน โดยไม่เห็นด้วยที่นายกฯจะมาจากคนนอก นอกจากนี้ ยังเห็นควรให้ตัดมาตรา 181 และ 182 ออก เพราะทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลบกพร่อง ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไป







