
เพื่อไทยอย่าติดกับดัก เลือกตั้งชนะแต่รอวันแพ้
ใครที่เป็นนักการเมืองวันนี้ แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยเอง ผมบอกเลยว่าอย่าได้เร่งรีบจะเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ, เจษฎา จี้สละ
“บทเรียนในอดีต พฤษภาฯ 2535 สอนให้รู้ว่า อย่าคิดว่าอำนาจสามารถกระทำการได้ทุกอย่าง แต่อำนาจกลับไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่าง และการใช้อำนาจจะลงท้ายด้วยความพินาศ แต่สิ่งที่จะทำได้ทุกอย่าง คือ ความถูกต้อง ที่เป็นศัสตราวุธของทั้งปวง”
หนึ่งในบทสนทนาระหว่างทีมข่าวโพสต์ทูเดย์กับ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษา หนึ่งในทีมโฆษกเวทีสมาพันธ์ประชาธิปไตย องค์กรนำต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่บริหารประเทศได้เพียง 47 วัน ต้องลาออก โดยได้สำทับปมปัญหาบ้านเมืองที่ต้องนองเลือดในยุคพฤษภาทมิฬ 2535 เปรียบเทียบกับสถานการณ์บ้านเมืองในยุคปัจจุบันที่อยู่ภายใต้รัฐบาลทำรัฐประหาร และอยู่กลางทางของการร่างกติกาบ้านเมืองขึ้นใหม่หวังแก้ปัญหา
จตุพร เปรียบเทียบว่า พฤษภาทมิฬผ่านมาแล้ว 23 ปี เกิดจากการปราบปรามขบวนการนักศึกษา จนเกิดการสูญเสีย หลังจากรวมตัวกันไม่เอารัฐธรรมนูญที่เขียนเปิดช่องให้นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และไม่พอใจคณะรัฐประหารที่นำโดย พล.อ.สุจินดา ขึ้นมาเป็นนายกฯ จะเห็นว่าเป็นประเด็นเดียวกันกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างในปัจจุบันที่กำลังเป็นปัญหา และถูกคัดค้านอีกเช่นกัน
ทั้งสองเหตุการณ์มีความเหมือนและแตกต่างในคราวเดียวกัน สิ่งที่เหมือนกันคือ ปี 2535 มีคณะยึดอำนาจ คือ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งมีทหารและตำรวจที่จบรุ่นเดียวกัน คือ รุ่น 0143 โดยมีทหารรุ่นพี่ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มาเป็นประธาน แต่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ จปร.5 และคณะ รสช. ผนวกกับผู้ที่มีบทบาทการเขียนรัฐธรรมนูญขณะนั้น คือ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นคนคนเดียวกันกับผู้ที่มีบทบาทในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยจะเห็นว่าหลักความคิดจะคล้ายกัน เช่น การบรรจุมาตรา 27 ไว้ในรัฐธรรมนูญยุคนั้น โดยให้ รสช.มีอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เช่นเดียวกับมาตรา 44 ขณะนี้
จตุพร สำทับเหตุการณ์ในอดีตว่า มาตราที่เป็นปัญหาและกลายเป็นชนวนพฤษภาฯ 2535 คือที่มาของนายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือไม่ต้องเป็น สส. ซึ่งขณะนั้นมีการต่อต้านอย่างรุนแรง ทั้งพรรคการเมือง ภาคประชาชน นิสิตนักศึกษา กรรมกร กลุ่มเคลื่อนไหวจนเกิดการสูญเสียที่แลกมาด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ นายกฯ ต้องมาจาก สส. และประธานรัฐสภาต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร
คิดเป็นนายกฯ ใต้กติกาใหม่...ฆ่าตัวตายในหลุม
จตุพร เล่าว่า ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยความตายกับการเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนตาย 40 ชีวิต สูญหายอีก 40 ชีวิต ทั้งหมดรวม 80 ชีวิต ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2558 ที่กำลังเขียนอยู่ขณะนี้ ปลายทางไม่แตกต่างกัน
“ครั้งนี้ปี 2558 ผมดูบรรยากาศคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนตรงที่ปี 2535 ไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ปี 2558 มีปัญหาเศรษฐกิจหนักมาก เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ถ้าวันนี้ประเทศไทยไม่เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ มีคนอดตายกันเยอะแน่ ทั้งภาวะความยากลำบากต่อค่าครองชีพที่ไม่พอรายจ่าย ราคาสินเกษตรก็ตกต่ำ บวกกับปัญหาเศรษฐกิจจากต่างประเทศที่ถูกโลกล้อม ทั้งประเด็นอียูตัดสิทธิการค้า ประมง การค้ามนุษย์ ปัญหาการบิน และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย”
จตุพร วิเคราะห์ต่อไปว่า เมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจบวกกับวิกฤตการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญที่ใครๆ ก็อ่านว่าปลายทางคือวิกฤตรอบใหม่ และต้องกลับมาสู่จุดเดิมอีก ระหว่างทางไม่รู้ว่าจะต้องสังเวยชีวิตประชาชนอีกเท่าไหร่ ความพินาศย่อยยับทางเศรษฐกิจจะมีมูลค่าจำนวนมหาศาลแค่ไหน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะทับถมให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้น ยามที่เศรษฐกิจดีความคิดของประชาชนมาจากสมอง แต่ถ้าเศรษฐกิจย่ำแย่ความคิดของประชาชนจะออกมาจากท้อง คือ ท้องหิว และปากท้องคนไทยจะกำหนดการเมืองไม่ใช่สมองกำหนดการเมือง
ข้อเสนอของจตุพร คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อผลดีต่อทุกฝ่าย ส่วนจะแก้อย่างไร เชื่อว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ รู้อยู่แก่ใจแล้ว เพราะเคยเขียนรัฐธรรมนูญที่คนปรบมือมาแล้ว คือ รัฐธรรมนูญปี 2540 แต่เมื่อมาเขียนปี 2558 คนกลับส่งเสียงสาปแช่ง เมื่อย้อนดูจะพบว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 มีข้อด้อย คือ เรื่องการตรวจสอบรัฐบาล ที่จะต้องใช้เสียงมาก ซึ่งทำได้ยาก ก็ควรแก้สิ่งนั้น แค่นี้ก็จะหาทางออกให้กับประเทศได้
จตุพร ชี้ปมปัญหาร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ปัญหาร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันกลับเขียนถอยหลังเปิดประตูให้คนนอกเหมือนในอดีต ส่วน สว.ที่มาจากการแต่งตั้งก็มีอำนาจมาก ระบบการเลือกตั้ง สส.ก็สร้างความสับสน นอกจากนี้ยังมีองค์กรเกิดขึ้นอีก 11 องค์กร ทั้งหมดเป็นปัญหารูปแบบหยากไย่แมงมุม พันกันมั่วไปหมด
“เรื่องที่มานายกฯ ต่อให้คนที่ได้คะแนนเสียงมากในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่มีวันที่จะได้เป็นนายกฯ ส่วนใครที่คิดจะเป็นนายกฯ คือพวกที่คิดฆ่าตัวตาย ขนาดรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เลวร้ายและร้ายแรงเท่านี้ อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้ง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่างก็ตกอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเชื่อว่าถ้านายกฯ สมัคร สุนทรเวช ไม่ถึงแก่อสัญกรรม ก็คงหนีไม่พ้นเช่นกัน”
สรุปแล้ว คนที่เป็นนายกฯ ได้ภายใต้กติกานี้จะต้องเป็นบุคคลพิเศษ คือ บุคคลที่องค์กรอิสระ วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรเกรงใจ อย่าว่าแต่กำหนดเสียง 3 ใน 5 เป็นมติเลือกนายกฯ ต่อให้กำหนดเสียง 5 ใน 5 ก็ยังทำได้ ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ เสียงในสภาไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าเรารู้ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น เหมือนในอดีตวันที่จัดตั้งรัฐบาล ช่วงที่เราเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เมื่อผลเลือกตั้งเสร็จ ปรากฏว่าแม่ทัพนายกองก็ไปที่บ้านหัวหน้าพรรคการเมืองให้เซ็นรับรองว่าจะเอาใครเป็นนายกฯ สุดท้ายถ้ารัฐธรรมนูญไม่ถูกแก้ไข จะหนีไม่พ้นเรื่องความขัดแย้งจนเกิดวิกฤต และนำไปสู่ความตาย
ลั่นไม่ลง สส. ถ้าไม่แก้ รธน. อย่าทำประชามติแบบผูกมัด
นอกจากปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเป็นปมปัญหาความขัดแย้งทางความคิดแล้ว ยังมีเรื่องการตัดสินใจทำประชามติ ที่ยังเป็นปมคาใจของ คสช.และรัฐบาลว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพื่อไม่ให้การปฏิวัติเสียของ เรื่องนี้ประธานองค์กรเสื้อแดงมั่นใจว่า ถ้า กมธ.ไม่ยอมแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องทำประชามติ เพื่อชะลอความสูญเสีย แม้จะบอกว่าต้องใช้เงินถึง 3,000 ล้านบาท และใช้เวลามากขึ้น แต่ถ้าเทียบกันแล้วกับชีวิตประชาชน และความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเสียหายไม่รู้กี่ล้านบาท เงิน 3,000 ล้านบาท เป็นเงินที่น้อยมาก และเวลาจะเสียอีกมากกับการพลิกฟื้นประเทศ ซึ่งจะเข้าข่ายที่ว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
จตุพร เสนอให้ทำประชามติฟังความเห็นประชาชนเพื่อชี้ขาดว่า จะเห็นชอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากต้องทำประชามติต้องแก้มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปัจจุบัน แล้วต้องแก้มาตรา 35 ด้วย ซึ่งกำหนดคุณสมบัติรัฐธรรมนูญ หรือโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่จะขัดหรือแย้งไม่ได้ เพราะต่อให้ร่างกี่ครั้งถ้าไม่แก้มาตรา 35 ก็ร่างรัฐธรรมนูญให้ออกมาดีไม่ได้ และต้องเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการทำประชามติด้วยว่า ถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญปี 2558 แล้วจะให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับของปีใด โดยให้ประชาชนเป็นผู้ระบุ และเอาการตัดสินใจของประชาชนเป็นตัวตั้ง ผลลัพธ์จะออกมาดี แต่ถ้าไม่ยอมก็ต้องไปตายเอาดาบหน้า เป็นประชามติที่โหวตรับหรือไม่รับ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะไม่มีอนาคต
“อย่าคิดว่าการทำประชามติแล้ว นปช.จะได้แต้มต่อ ผมไม่รู้สึกแบบนั้น และตราบใดที่รัฐธรรมนูญมีลักษณะเลวร้ายแบบนี้ ผมยืนยันว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมผ่านมาทั้งปี 2535 และปี 2553 เห็นคนตายมาแล้ว 180 ชีวิต บาดเจ็บนับไม่ถ้วน มันไม่มีพื้นที่หัวใจที่จะไปรับความสูญเสียอันนี้ได้ ต่อให้ชนะใดๆ ก็ตาม ก็ไม่ได้ไปรับอำนาจจากชัยชนะนั้นได้ ถ้าเราต่อสู้เพื่อรอรับรางวัล นั่นคือการคิดทำเพื่อตัวเอง แต่เมื่อเราอ่านแล้วว่าปลายทางมันคือความสูญเสีย แล้วเราจะเดินไปหามันทำไม”
“ใครที่เป็นนักการเมืองวันนี้ แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยเอง ผมบอกเลยว่าอย่าได้เร่งรีบจะเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว เพราะชนะมา 10 ครั้ง ก็ใช่ว่าจะรักษาชัยชนะของประชาชนไว้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะตอบแทนประชาชน คือต้องรอเวลาอำนาจที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่าเศษเสี้ยวของอำนาจก็จะตะครุบกันแล้ว อย่าทำตัวเป็นนักเลือกตั้ง แต่ควรทำตัวเป็นผู้นำทางความคิดเรื่องประชาธิปไตย ผมไม่เห็นว่าชนะเลือกตั้งแล้วได้ประโยชน์อะไร จะชนะเพื่อรอวันพ่ายแพ้ เพื่อกลับมาเหมือนเดิมอย่างนั้นหรือ หรือชนะเพื่อฝ่ายที่ตายคือประชาชน และเมื่อเวลานี้ประชาชนให้โอกาส คสช.มามากแล้ว ก็ควรจะตอบแทนประชาชนบ้าง”
จตุพร เสนอแนะพรรคพวกนักการเมือง ว่า หากอยากเลือกตั้ง การเลือกตั้งเวลานี้ ขอถามว่าจะรีบไปตายหรือ มีปราชญ์ภาคใต้ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “จงเร่งรีบอย่างช้าๆ” จริงอยู่เราต้องการได้ประชาธิปไตย ให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด แต่ว่าถ้ารีบโดยไม่ดูกติกา ผลลัพธ์เท่ากับ “รีบไปตาย” แต่การรีบอย่างช้าๆ คือ คิดให้ตกผลึกและรอให้มีกติกาที่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติได้อย่างแท้จริง
คสช.อยู่ต่อ...ทางแพร่งสวรรค์กับนรก
“ผมในฐานะที่ผ่านเหตุการณ์ปี 2535 มา เห็นว่าใครก็ตามที่มีอำนาจคิดว่าจะอยู่นาน ก็จะไม่ได้อยู่นาน ส่วนใครที่คิดจะอยู่ไม่นานก็จะได้อยู่นาน มันจะสวนทางกัน เพราะคนที่คิดจะอยู่นานต้องวางแผน วางกลไกต่างๆ ท้ายที่สุดสร้างความไม่พอใจและไปเร็วกว่าที่คิด แต่คนที่คิดจะไม่อยู่นาน คิดแค่เข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ เข้ามาทำงานเพื่อประชาชน โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะอยู่กี่วัน ก็จะได้รับเสียงปรบมือจากประชาชน ดังนั้นวาทกรรมทางการเมืองที่จะอยู่นาน เช่น ผมไม่ทะเยอทะยานทางการเมือง ผมไม่ใช่นักการเมือง ทำหน้าที่รับใช้ชาติ คำเหล่านี้จะเห็นมาตลอด ผมไม่กลัวการอยู่นาน สิ่งที่กลัวคือชะตากรรมของประเทศ ที่จะพบกับความสูญเสีย”
ประธาน นปช. ย้ำว่า ไม่สนใจว่า คสช.จะอยู่ต่อหรือไม่เพราะเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่คือ คสช.จะแก้ปัญหาประเทศได้หรือไม่ เพราะยิ่งอยู่ต่อแล้วแก้ไขปัญหาไม่ได้ จะเป็นผลร้ายเกิดขึ้นกับตัวเอง ปัญหาของชาติมันใหญ่เกินความใหญ่ของมนุษย์ ธรรมชาติของคนมีอำนาจถ้าไม่สามารถทำใจได้ ทุกคนอยากจะอยู่ต่อทั้งนั้น
“อย่าลืมว่าสิ่งหนึ่งที่คนไทยถือมาก คือเสียอะไรเสียได้ ยกเว้นเสียรู้ พฤษภาฯ 2535 พล.อ.สุจินดา เป็นคนไทยคนหนึ่งที่โชคร้าย โกหกครั้งเดียวแล้วคนไทยไม่เคยให้โอกาสอีกเลย ขณะที่บางคนโกหกพันครั้งแต่คนไทยยังให้โอกาส หนทาง เวลา จะเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ความต้องการอยากจะให้ คสช.อยู่ต่อโดยคนแวดล้อม จะเป็นทางสวรรค์หรือทางนรกกันแน่ เพราะมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด คนที่มาจากการเลือกตั้ง วาระความชอบธรรม สามารถอยู่ได้ 4 ปียังอยู่ได้เพียง 1 ปี เราจึงบอกว่าความอยากกับความเป็นจริง มันไม่ได้ไปด้วยกัน”
สุดท้ายรัฐบาลต้องตระหนักว่าปัญหาของชาติและประชาชนไม่มีวันหมด ในโลกของความเป็นจริงไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้หมด โดยเฉพาะสถานการณ์แบบนี้ ทุกรัฐบาลที่เข้ามาจะรับปัญหาต่อขอรับผิดชอบในห้วงเวลาของตัวเองให้ดีที่สุด
คู่ขัดแย้งไม่ใช่เรื่องสีเสื้อ...อุบไต๋คิดตั้งพรรค
ประธาน นปช. ยืนยันว่า ขบวนการเสื้อแดงจะยังไม่เคลื่อนไหว แต่ไม่ใช่เพราะพื้นฐานของความกลัว เราตกผลึกกันแล้วว่า ยังไม่มีเงื่อนไขอะไรที่จะต้องพาประชาชนไปเผชิญหน้ากันอีก เราเห็นปลายทางหลายเรื่องราวที่ผ่านมา เราผ่านบทเรียน ความสะใจ ความตาย การสูญเสียมามาก สิ่งที่ต้องการพิสูจน์เวลานี้ คือ อยากให้คนไทยมีความรู้สึกเดียวกัน รับรู้ทุกเรื่องราวอย่างเท่ากัน ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนำหน้าประชาชนคนอื่น เราควรเดินเสมอประชาชน วันนี้คู่ขัดแย้งไม่ใช่ระหว่าง นปช. กปปส. และผู้มีอำนาจ คู่ขัดแย้งเลยความเป็นสีเสื้อไปแล้ว
"เราพูดเสมอว่า ตอนนี้เหมือนไปดูหนังในโรง อย่าเพิ่งลุกออกจากโรงจนกว่าหนังจะจบ เพราะถ้าออกไปก่อนจะไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะซ้ำเติมสถานการณ์ แล้วเรายังจะต้องมาเป็นแพะรับปัญหาของชาติที่แก้ไม่ได้อีก เมื่อ คสช.ได้รับโอกาสจากประชาชนตามโรดแมปที่ประกาศไว้ ก็เป็นหน้าที่ที่ คสช.ต้องพิสูจน์ตัวเอง และสิ่งที่ควรจะทำ คือ เอาวิกฤตขณะนี้ที่ไม่มีใครสามารถแบกได้ตามลำพัง ไปขอความร่วมมือคนในชาติร่วมฝ่าฟันวิกฤตได้อย่างไร นั่นคือการเปิดกว้างทางความคิดที่มีความเห็นที่แตกต่าง เพราะชาติที่มีความเป็นศิวิไลซ์ เมื่อชาติประสบปัญหาวิกฤตคู่ขัดแย้ง เขามาร่วมมือกันเพื่อรักษาชาติ ยกเว้นประเทศไทย"
ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วที่กติกาการเมืองใหม่ที่จะออกมา สุดท้ายการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้น จึงมีคำถามมากมาย ว่า นปช.คิดจะแยกขาออกมาตั้งพรรคการเมืองเป็นของตัวเองหรือไม่ ประธาน นปช.แสดงจุดยืนชัดเจนว่า การตั้งพรรคเป็นเรื่องเล็กเราไม่ได้คิด เพราะคิดว่าต้องทำบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยเสียก่อน ผมไม่เคยอินังขังขอบ ที่ผ่านมาได้อะไรหรือไม่ได้อะไร ก็สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่รู้สึกว่าต้องมีหัวโขน
"การเป็น สส.ที่ไร้เกียรติ เท่ากับทรยศประชาชน เราไม่ได้คิดในมิติของนักเลือกตั้ง เราพิสูจน์จุดยืนอยู่เสมอว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง แม้ภายใต้รัฐธรรมนูญ เราไม่เห็นด้วย สิ่งสำคัญที่สุด คือ พรรคเพื่อไทยต้องรู้ว่าประชาชนคิดอะไร ถ้าล้าหลังกว่าประชาชน ประชาชนเขาจะทิ้ง ไม่ใช่ว่าเป็นการทำสัญญาไว้ตลอดชาติ สิ่งที่รักษาประชาชนไว้ได้ คือ จุดยืนที่เป็นประชาธิปไตย
"นปช.คือ องค์กรประชาธิปไตย ไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนจุดยืนอยู่แล้ว วันที่พรรคเพื่อไทยมีอำนาจ ผมพูดกลางที่ประชุมว่าอย่ามองคนเสื้อแดงเป็นของตาย และผมเองได้คุยกัน นปช.ว่า คำว่า แกนนำ เป็นเพียงคำสมมติ ถ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน อุดมการณ์ประชาชนก็ไม่พร้อมที่จะตามแกนนำคนนั้น นปช.เป็นองค์กรที่ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ หรืออำนาจที่จะไปเอื้อให้ใคร แต่เราเป็นองค์กรที่รักษาความสุขของประชาชนด้วยอุดมการณ์แนวทางประชาธิปไตยที่มั่นคง"
ไม่สนปิดพีซทีวี เตรียมรุกออนไลน์ ขยายฐานชนชั้นกลาง
จับกระแสความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) นับตั้งแต่มีการเรียกผู้บริหารโทรทัศน์ดาวเทียม 4 ช่อง ประกอบด้วย นิวส์วัน ฟ้าวันใหม่ ทีนิวส์ และพีซทีวี เข้ามาตักเตือนโดยอ้างเหตุผลว่า การนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการวิจารณ์นโยบายประชานิยมและการแสดงอัตลักษณ์แบ่งสี-แบ่งฝ่ายชัดเจน ซึ่งขัดกับข้อตกลงที่ได้สัญญาไว้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก่อนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอนุญาตให้มีการออกอากาศ
สถานการณ์ทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 30 มี.ค. กสท.สั่งระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวีและทีวี 24 จนกระทั่ง กสท.มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตการออกอากาศของพีซทีวีในวันที่ 27 เม.ย. โดยอ้างว่ามีเนื้อหายั่วยุ ปลุกปั่น ขัดกับประกาศ คสช. ฉบับที่ 97 และ 103 รวมถึงกฎหมาย กสทช. มาตรา 37 ณ จุดนี้จึงเป็นที่มาของการเปิดใจ
“จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
การระงับออกอากาศช่องพีซทีวีมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับช่องการเมืองต่างสีขั้นอื่นๆ จตุพร มองว่า แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน ยกตัวอย่าง ตนเองและเถกิง สมทรัพย์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ (ช่องบลูสกาย) ที่พูดคุยหารือกันเสมอ ซึ่งเถกิงเองยังมองว่าบางรายการในช่องบลูสกายมีเนื้อหาเข้าข่ายยิ่งกว่า แต่ไม่อยากให้มีการปิดช่องการเมืองใด เพราะเท่ากับเป็นการปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน และยังส่งผลต่อพนักงานที่อยู่ในองค์กรต่างๆ ในข้างต้นอีกด้วย
“ยังพูดเลยว่าแต่ละรายการของแกนี่ บลูสกายหนักอย่างไหนบ้างอย่างไรหรือแม้กระทั่งเอเอสทีวี ทีนิวส์ หรือช่องอื่นๆ หนักสาหัสสากรรจ์ ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่อยากให้มีทีวีช่องใดโดนเหมือนช่องผม”
“ปรากฏการณ์นี้ชัดเจนว่า แม้กระทั่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเรา เขาก็ยังไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ กสทช. เพราะว่าระยะยาวไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย ฉะนั้นภาวนาว่าช่องอื่นๆ ขอให้รอด”
นอกจากนั้นแล้ว จตุพรยังชี้ทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า ถ้าผู้จัดรายการทำผิดข้อตกลงก็สามารถเอาผิดผ่านช่องทางอื่นได้ เช่น การฟ้องหมิ่นประมาท ฯลฯ แต่ไม่ใช่การเพิกถอนใบอนุญาต เพราะเป็นการลงโทษที่ไม่ได้ส่งผลเฉพาะตัวบุคคล
แต่กระทบกับผู้อื่นในองค์กรนั้นๆ ด้วย
“พูดง่ายๆ ว่าใจค่อนข้างโหดอำมหิตไปหน่อย ผมก็เปรียบเปรยว่า นี่ไม่พอใจผมใช่ไหม ไม่ต้องปาระเบิดใส่บ้านเลย เดี๋ยวมันจะโดนลูกเดินเมีย แค่ตะโกนว่า ตะโกนบอกให้เดินออกไปข้างนอก ผมจะออกไปให้ยิง อันนี้คนในบ้านก็ไม่ต้องตายเพราะคุณไม่พอใจผมไง”
จตุพร โยงหลักการดังกล่าวสู่ข้อเท็จจริง ว่า สรุปฝ่ายมีอำนาจขัดข้องใจในประเด็นใด กรณีนี้ไม่ใช่การขัดคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 97 หรือ 103 และไม่ใช่การขัดกฎหมาย กสทช. มาตรา 37 เพราะการตั้งข้อกล่าวหาเป็นเท็จมาตั้งแต่ต้น
ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ประธาน นปช. เปิดเผยว่า ระหว่างที่ถูกปิดการถ่ายทอดผ่านดาวเทียม ได้พยายามสื่อสารกับประชาชนผ่านยูทูบเฟซบุ๊ก และทุกช่องทางที่จะสามารถสื่อสารได้ เพื่อแก้ไขสิ่งที่พีซทีวีไม่แข็งแรงและยกระดับประชาชนในการเข้าถึงเทคโนโลยี
“จากเดิมดูโทรทัศน์ที่บ้าน ที่ทำงาน ต่อไปนี้ดูที่ไหนก็ได้ เข้าถึงได้มากกว่าเท่ากับยกระดับประชาชน ปกติคนรากหญ้าดูโทรทัศน์ใช่ไหม ยิ่งคราวนี้ชาวบ้านศึกษาทีเดียว โทรศัพท์สองถึงสามพัน ก็ดูได้แล้ว ลูกหลานตั้งให้ กด 2 ทีดูได้... ยกระดับประชาชนชนิดที่ไม่ได้ตั้งใจ” จตุพร เผยถึงยุทธศาสตร์แก้ไขสถานการณ์วิกฤต ก่อนจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อศาลปกครอง และเข้าไปให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในสัปดาห์หน้า หลังจากได้ยื่นเรื่องต่อฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ และองค์การสหประชาชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมา
เสี้ยวหนึ่งของชะตาพีซทีวียังต้องก้าวไปข้างหน้า ทว่าอดีตรากฐานของทีวีการเมืองช่องนี้สำคัญไม่น้อยกว่า จตุพรย้อนความหลังการตั้งช่องพีซทีวี ว่า เริ่มจากการระดมความคิดของ นปช. ในช่วงวิกฤตสุดซอย การชุมนุมทางการเมืองในปี 2557 หลังจากช่องทีวีที่ นปช.เป็นผู้ดำเนินรายการถูกปลดกลางอากาศ จึงเกิดแนวคิดที่จะสร้างรายการทีวีในระยะยาว เพื่อเป็นสมบัติให้กับประชาชนรุ่นต่อไป
“ช่วงที่ยังเดินไม่ได้ใครยื่นมือมาช่วยระดมกันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราเองเห็นว่าถ้าไม่มีช่องของประชาชนเลย เมื่ออยู่ดีๆ ถูกปลดออกจากผัง ดังนั้นทำให้เราคิดว่า นปช.ควรจะมีสื่อของตัวเอง เพราะ กปปส.ก็มีสื่อของตนเอง พันธมิตรก็มีสื่อของตนเอง...
ทำงานในกระบวนการประชาชน ต้องการสร้างสิ่งเหล่านี้ในวันที่เรายังมีแรง เพื่อคนที่จะมารับไม้ต่อ จะได้มีสิ่งเหล่านี้ไปรับใช้ประชาชน เหนือสิ่งอื่นใดโทรทัศน์มันเป็นกระบอกเสียง เป็นอาวุธที่มีอานุภาพของแต่ละฝ่าย”
แหล่งทุนที่มาของการจัดตั้งช่องพีซทีวียังเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สังคมตั้งคำถาม ว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนช่วยเหลือในการระดมทุนหรือไม่? จตุพรไขข้อข้องใจทันทีว่า ท่านทักษิณระมัดระวังอยู่แล้ว ถ้าจะตั้งข้อสังเกตก็พิจารณาจากโฆษณาที่เข้ามาช่องนี้ ซึ่งในช่วงก่อนถูกปิดรายการที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการมีโฆษณาเข้ามาเต็มตลอด จึงสามารถที่จะหารายได้มาดำเนินการต่อไปได้
“โทรทัศน์เดี๋ยวนี้ใช้เงินไม่มาก สามารถพลิกแพลงทำของถูกให้มีราคาได้ ฉะนั้นที่นี่ใช้คนร้อยกว่าคน ช่องการเมืองด้วยกันของเราคนน้อยที่สุดแล้ว แต่ผู้จัดไม่ต้องใช้เงิน เพราะเป็นคน นปช. สถานที่ก็เช่าราคาถูกๆ กล้องอุปกรณ์ก็ใช้วิธีผ่อนส่ง ที่เหลือก็หาโฆษณามาลง ซึ่งค่าโฆษณาสูงกว่าช่องการเมืองอื่นๆ เพราะเรตติ้งสูง พูดง่ายๆว่า ขาดลอยทิ้งกันมาก”
ไม่เพียงเท่านั้นช่องพีซทีวียังถูกมองว่ามีแหล่งทุนใหญ่ในตลาดหุ้น ที่รู้จักในนาม “พระอาจารย์เพชร” หรือ พระครูวินัยธร ฐานกโร อดีตเจ้าอาวาสวัดประยงค์กิตติวนาราม เขตหนองจอก กรุงเทพฯ เกจิอาจารย์ชื่อดังที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจตุพร เป็นผู้ร่วมทุนสนับสนุนพีซทีวี ขณะที่ จตุพร ชี้แจงว่า ในช่วงแรกมีลูกศิษย์ของพระที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ จึงมีการแนะนำให้รู้จักกัน แต่ในทางปฏิบัติภาคธุรกิจเข้ามาร่วมกับการเมืองไม่ได้ เพราะหลักคิดทางการเมืองเป็นสิ่งที่เขาไม่ถนัด ส่วนการออกที่ผ่านมาพระก็ไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่แต่อย่างใด
กระแสที่บอกว่าพระเพชรนำรายได้จากตลาดหุ้นมาช่วยสร้างช่องพีซจริงหรือไม่? จตุพรย้อนถามทันทีว่า “แล้วพระมาเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนรายการหรือสินค้าอย่างไร มันไม่มี ที่สำคัญที่สุดเราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ความรู้สึกมันก็ไม่ได้ เพราะเราเองก็เป็นเป้าหลักอยู่แล้ว โลกความเป็นจริงต้องไปดูว่าโฆษณาเข้ามาเท่าไหร่”
นอกจากนั้นแล้ว จตุพรยังเปิดเผยรายได้ส่วนหนึ่งจากโฆษณาสินค้า ยกตัวอย่าง สินค้าบางชนิดสามารถสร้างรายได้กว่า 8-9 แสนบาท/การลงโฆษณาใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเพียงพอต่อการผ่อนอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายขององค์กรอีกด้วย
ท้ายสุดของการสนทนา จตุพรวาดภาพอนาคตของพีซทีวี ว่า สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จะเป็นสมบัติของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ผ่านมา นปช.เองคิดช่องทางเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมือง จึงไม่ได้สนใจรูปแบบหรือวางโครงสร้างเพื่ออนาคต แต่วันนี้ตกผลึกร่วมกันว่าจะต้องมองไปที่อนาคต เพราะประชาชนจะต้องอยู่คู่กับประเทศไทย
“นึกขำเหมือนกันว่ามาคิดในวันที่ยากลำบาก แต่มันก็ผ่านไปได้ ตอนแรกก็ดูว่ายาก สักพักก็ดูมีโอกาสที่จะเดินได้”







