posttoday
ปฏิรูปประเทศ3ปีแค่จินตนาการ

ปฏิรูปประเทศ3ปีแค่จินตนาการ

29 มิถุนายน 2553

คงจะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาว แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถเอาจินตนาการมาทำให้เป็นความจริงได้หรือไม่

คงจะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาว แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถเอาจินตนาการมาทำให้เป็นความจริงได้หรือไม่

โดย...ทีมข่าวการเมือง

“ในเรื่องนี้ผมได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่า คณะกรรมการทั้งสองชุดนี้จะมีอายุเพียง 3 ปี ซึ่งในช่วงเวลา 3 ปีนี้จะสามารถทำงานได้ต่อเนื่องเกินอายุของรัฐบาลชุดนี้ แต่ก็มีการขีดเส้นเอาไว้ว่าการทำงานจะต้องไม่ล่าช้าหรือยืดเยื้อ ซึ่งการทำงานต่างๆ มีข้อสรุปเพื่อที่จะนำมาดำเนินการได้ ที่เราเห็นว่าได้ผ่านช่วงเวลาที่มีความเหมาะสม”

เป็นถ้อยแถลงของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนแนวทางเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย

โดยในวันที่ 29 มิ.ย. คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตั้งคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป จากนั้นจะให้อิสระอย่างเต็มที่แก่ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี “นพ.ประเวศ|วะสี” ราษฎรอาวุโส สรรหาบุคคลเข้ามาทำงานอย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลให้เกียรติของฝ่ายบริหารว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงวุ่นวายกับการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้อย่างเด็ดขาด

ปฏิรูปประเทศ3ปีแค่จินตนาการ

ทุกอย่างที่นายกฯ ได้ประกาศเอาไว้เป็นการสื่อสารมายังประชาชนทุกสี ทุกฝ่าย ว่ารัฐบาลกำลังมีความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศไทยอย่างเต็มที่ ไม่ได้ปล่อยให้เหตุการณ์คนเสื้อแดงผ่านเลยไป และจบลงแค่การสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ แต่รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทับถมสะสมอยู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน

ทว่าสิ่งที่นายกฯ ประกาศเอาไว้จะสามารถเป็นจริงได้แค่ไหน?

ปัญหาประการแรกและประการสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ คือ “รัฐบาลมีความจริงใจแค่ไหน” เพราะหากมองดูในภาพรวมจากสิ่งที่นายกฯ อภิสิทธิ์ มีความจริงใจที่จะดำเนินการปฏิรูปด้านต่างๆ เช่น การกระจายรายได้ที่จะทำผ่านในรูปแบบของภาษีที่ดิน ภาษีมรดก หรือการสร้างความเท่าเทียมกันในทางสังคม เป็นต้น ดูสวยหรูเป็นอย่างมากเมื่อมีการประกาศออกมา แต่เอาเข้าจริงความเป็นรูปธรรมของสิ่งเหล่านี้จะทำได้ขนาดไหน

เพราะทุกอย่างที่นายกฯ พูดออกไปนั้นมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่แล้ว ในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ถ้าจะเอาเรื่องการกระจายรายได้ก็มีอยู่ในส่วนที่ 7 เรื่องแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยมาตรา 84 (6) กำหนดให้รัฐต้อง “ดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม คุ้มครอง ส่งเสริม และขยายโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ”

หรือถ้าเป็นเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินก็มีอยู่ในส่วนที่ 8 เรื่องแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยมาตรา 85 (2) กำหนดให้รัฐต้อง “กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น”

ขณะเดียวกัน ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เมื่อปี 2552 “กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง เคยประกาศจะแก้ไขโครงสร้างภาษีทั้งระบบ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมออกมา ไม่ว่าจะเป็นรายงานผลการศึกษา หรือการเสนอกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาออกมาเพื่อบังคับใช้

พอมาถึงวันนี้หลังจากผ่านเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง รัฐบาลกลับมีท่าทีกระตือรือร้นที่จะปฏิรูปประเทศไทยทั้งระบบ
จึงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้เป็นความพยายามหาคะแนนความนิยมทางอ้อม หรือซื้อเวลาตามที่มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ ทั้งๆ ที่สิ่งที่รัฐบาลประกาศว่าจะทำนั้นล้วนเป็นลักษณะสภาพบังคับกลายๆ ที่รัฐบาลต้องทำอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาตั้งสารพัดคณะกรรมการขึ้นมาอีก โดยที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้เลย

นอกจากนี้ การประกาศเงื่อนเวลาว่า 3 ปีจะเห็นผล ก็เป็นเหมือนการผูกมัดตัวเองมากเกินไป เพราะรัฐบาลเองก็ทราบดีว่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้เต็มที่เหลือเวลาอีกประมาณ 1 ปี|กว่าๆ ก็จะหมดวาระและต้องเลือกตั้งใหม่

ถึงเวลานั้นมีหลักประกันอะไรหรือไม่ว่าคณะกรรมการชุดนี้จะไม่สลายหายไปเมื่อได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลต่อ เพราะกฎหมายที่รองรับการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งง่ายต่อการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพียงลำพังในการออกระเบียบสำนักนายกฯ ขึ้นอีกฉบับเพื่อยกเลิกคณะกรรมการดังกล่าว

ส่งผลให้การประกาศเงื่อนเวลา 3 ปี อาจกลายเป็นตัวฉุกคิดของสังคมในการกลับมาทบทวนว่าจินตนาการของรัฐบาลที่แถลงออกมาจะเป็นความจริงได้หรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมโดยรวมเคลิ้มไปกับกรอบความคิดของรัฐบาล

หรือถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์สามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้ อย่างน้อยก็คงเป็นแรงสนับสนุนที่ช่วยให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยทำงานได้ครบตามวาระ แต่รัฐบาลจะมีหลักประกันอะไรหรือไม่สำหรับการนำข้อเสนอที่ออกมานำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สมมติหากคณะกรรมการชุดนี้มีการเสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน โดยมีหลักวิชาการมารองรับ โดยความเป็นรูปธรรมของการดำเนินการเรื่องนี้ต้องมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลรัษฎากรขึ้นมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

โจทย์สำคัญ คือ รัฐบาลจะผ่านกฎหมายลักษณะนี้ได้หรือไม่

ในเมื่อเป็นที่ทราบกันดีว่าบรรดานักการเมืองทั้งหลายมีทรัพย์สินในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก และกฎหมายแบบนี้เป็นการเพิ่มภาระภาษีให้กับนักการเมือง ถ้าเป็นแบบนี้รัฐบาลจะฝ่าด่านเหล่านี้ตรากฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างไร

ที่สำคัญ รัฐบาลชุดนี้ก็เคยฝากผลงานเอาไว้ด้วยการปฏิเสธข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ทำให้เกิดความไม่น่าวางใจว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้

จากเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ถูกมองว่าเป็นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า ด้วยการประกาศเสมือนหนึ่งว่า “ถ้าจะเอาปฏิรูปประเทศไทยให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง”

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการประกาศปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาลจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีใครออกมาต่อต้านมากน้อยอย่างไร เพราะที่สุดแล้วคงจะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยในระยะยาว แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถเอาจินตนาการนั้นมาทำให้เป็นความจริงได้หรือไม่มากกว่า

ตรงนี้ต่างหากที่เป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท